Posted on Leave a comment

แสงไฟสีฟ้าจากหน้าจอมือถือและแท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ เสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม

เว้นเสียแต่อันตรายจากรังสีรังสียูวี (UV) ในแดดที่พวกเราจะต้องประมือด้วยทุกวี่ทุกวันแล้ว แสงสว่างอีกจำพวกที่น่าสยดสยองรวมทั้งอยู่ใกล้ตัวเราในชีวิตประจำวัน แม้กระนั้นผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยยังไม่ตระหนักถึงอันตรายอย่างยิ่งนัก เป็นแสงสว่างจากเครื่องใช้ไม้สอยดิจิทัลต่างๆไม่ว่าจะเป็นแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ แสงสว่าง แอลอีดี จากจอสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต แล้วก็โทรทัศน์จอแบน แสงสว่างที่เครื่องไม้เครื่องมือกลุ่มนี้ปลดปล่อยออกมามีชื่อเรียกกล้วยๆว่า แสงสีสีน้ำเงิน

แสงสีสีน้ำเงิน (Blue Light) หรือแสงสว่างพลังงานสูงที่เห็นได้ (High-energy Visible Light: HEV) เป็นเยี่ยมในเจ็ดของสเป็คตรัมแสงสีรุ้งกินน้ำที่ประกอบไปด้วยสีม่วง คราม สีน้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง อย่างที่พวกเรามองเห็นฟ้าเป็นสีฟ้าก็เพราะว่าแสงสว่างนี้นั่นเอง แสงสีสีน้ำเงินมีคลื่นความยาวราว 400-500 นาโนเมตร เป็นคลื่นความยาวที่สั้นที่สุด พลังงานสูงที่สุด นอกเหนือจากที่จะมีอยู่ในแสงตะวันรวมทั้งยังมีอยู่ในประดิษฐกรรมที่มนุษย์ทำขึ้นด้วย

หน้าจอประสาทตาเสื่อม

แสงสีสีน้ำเงินประยุกต์ใช้ในวัสดุอุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อเพิ่มความสว่างแล้วก็ความชัดของจอ หากว่าแสงสีสีน้ำเงินที่สังเคราะห์ขึ้นจะเป็นส่วนเล็กเมื่อเทียบกับแสงสว่างที่ปลดปล่อยโดยตรงมาจากพระอาทิตย์ แม้กระนั้นการใช้แรงงานเครื่องไม้เครื่องมือดิจิทัลพวกนี้เสมอๆอย่างสม่ำเสมอนับเป็นเวลาหลายปีสามารถทำให้เกิดผลเสียโดยตรงต่อสายตา เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆดังต่อไปนี้

เสี่ยงหน้าจอประสาทตาเสื่อม

ในระยะยาวดวงตาที่รับแสงสีสีน้ำเงินเยอะเกินไปสามารถส่งผลให้เกิดการเสื่อมของศูนย์กลางเรตินา การค้นคว้าวิจัยทางด้านการแพทย์เปิดเผยว่าแสงสีสีน้ำเงินสามารถแทรกผ่านสารสีที่เจอในตาและก็ทำให้เป็นอันตรายต่อดวงตารอบๆเซลล์ที่ศูนย์กลางเรตินา โดยจะเข้าไปลดความเข้มข้นของสารสี กำเนิดเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงให้หน้าจอประสาทตาเสื่อมเมื่อแก่มากเพิ่มขึ้น ที่สำคัญโรคนี้อันตรายถึงขนาดตาบอดได้เลย นอกจากนั้นสถาบันโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อมในคนวัยแก่ยังแถลงการณ์ว่า แสงสีสีน้ำเงินบางทีอาจเป็นตัวรีบให้กำเนิดโรคนี้ก่อนวัยอันควรจะ จากที่ธรรมดาเจอในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

ดวงตาล้าจากการจ้องจอ

เมื่อใดก็ตามจ้องหน้าหน้าจอ ดวงตาของมนุษย์จะต้องทำงานมากจากการเล็งมองดูภาพที่ประกอบขึ้นมาจากพิกเซลเล็กที่สั่นไหวอยู่เสมอทุกวินาที รวมทั้งเพราะว่าคุณลักษณะของแสงสีสีน้ำเงินที่มีคลื่นความยาวสั้นที่สุด ทำให้ผู้กระทำระจายของแสงสว่างสูงยิ่งกว่าแสงสีอื่นๆนำมาซึ่งการทำให้ระบบสายตาดำเนินงานทุกข์ยากลำบากและก็จุดโฟกัสภาพบนหน้าจอได้ยาก ความแหลมคมชัดของภาพก็เลยน้อยลงแล้วก็ทำให้ตาเพลีย นอกจากนั้นบางทีอาจตามมาด้วยลักษณะของการปวดไหล่ ปวดศีรษะ เคืองที่ตา เจ็บตา ตาฝ้าหรือเห็นภาพซ้อน ตาหวั่นไหวต่อแดด ร้องไห้ ตาแห้ง และก็ดูภาพคลุมเครือได้ด้วย

นาฬิกาชีวิตผิดเพี้ยน

การโดนแสงสีน้ำเงินในตอนกลางวันจะก่อให้รู้สึกขะมักเขม้น ช่วยในศึกษา การเขียนจำ แล้วก็จิตใจเบิกบานขึ้น แต่ว่าตรงกันข้าม การโดนแสงสีน้ำเงินในเวลากลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ทำงานกลางคืนหรือปิดไฟเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2-3 ชั่วโมงก่อนนอน จะมีผลเสียต่อการตื่นและก็การนอนได้มาก อาจจะส่งผลให้จำเป็นต้องพบเจอภาวการณ์นอนไม่หลับ รวมทั้งกำเนิดอาการอ่อนล้าในเช้าตรู่วันต่อไป

งานศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทดลองด้วยการเปรียบเทียบผลพวงจากการโดนแสงสีน้ำเงินกับแสงสีเขียวที่มีคลื่นความยาวในระดับต่อจากแสงสีสีน้ำเงินเพียงแค่แถบเดียวตรงเวลา ชั่วโมงครึ่ง พบว่าฮอร์โมนเมลาโทนินที่มีบทบาทควบคุมนาฬิกาชีวิตจะถูกยั้งโดยแสงสีสีน้ำเงิน แล้วก็นำมาซึ่งความเคลื่อนไหวของนาฬิกาชีวิตในกรุ๊ปผู้ทดลองเป็นสองเท่าของแสงสีเขียวอย่างยิ่งจริงๆ

สุขภาพตาที่ดีสร้างได้ง่ายๆ

การหลีกเลี่ยงแสงสีสีน้ำเงินที่มีอยู่เกือบทุกที่อาจจะเป็นได้ยาก โดยยิ่งไปกว่านั้นในขณะนี้ที่ทุกคนต่างมีโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเหตุที่ สำหรับการดำเนินชีวิต การเปลี่ยนแปลงการกระทำตนเองกล้วยๆเพียงแต่ไม่กี่ข้อต่อไปนี้บางทีอาจช่วยยืดอายุของสุขภาพสายตาให้อยู่กับพวกเราได้นานเพิ่มขึ้น

1. ไม่จ้องหน้าหน้าจอใกล้เหลือเกิน ควรจะรักษาระยะห่างที่โดยประมาณ 20-26 นิ้ว หรือในระยะซึ่งสามารถเหยียดหยามแขนตรงออกไปสัมผัสจอได้ ซึ่งจะเป็นระยะที่สบายต่อสายตา
2. ปรับจอคอมพิวเตอร์ให้ข้างหน้า ไม่เอียงซ้ายหรือขวา และก็อยู่ในระดับที่ถือว่าต่ำกว่าสายตาโดยประมาณ 10-15 องศา แล้วก็เงยหน้าจอขึ้น 10-15 องศา เพื่อคุ้มครองป้องกันอาการเมื่อยล้าคอและก็ไหล่จากการนั่งไม่ถูกท่า
3. ใช้สูตร 20-20-20 แนวทางผ่อนคลายของกล้ามเนื้อสำหรับในการเพ่งดูของดวงตาที่หมอสายตาต่างเสนอแนะ ทำเป็นกล้วยๆโดยการหยุดพักสายตาตรงเวลา 20 วินาที ทุกๆ20 นาที ด้วยการ มองไกลออกไป 20 ฟุต แนวทางแบบนี้ยังกระตุ้นให้พวกเรากระพริบตาเพื่อเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงที่ดวงตาด้วย เพราะเหตุว่าการจ้องมองคอมเป็นระยะเวลานานมักทำให้ลืมกระพริบตาไปโดยปริยาย
4. ปรับความสว่างของจอในระดับสบายตา ให้แสงรอบๆอยู่ในจำนวนที่สมควรแล้วก็พอดิบพอดีกัน ไม่สว่างจ้ากระทั่งตัดกันเกินความจำเป็น
5. เลือกเลนส์แว่นที่ปกป้องการสะท้อนแสง รวมทั้งหลบหลีกการนั่งรอบๆที่จอกำเนิดแสงสะท้อน เพื่อช่วยทำให้สบายตายิ่งขึ้น
6. ควรจะถือสมาร์ทโฟนให้ห่างสายตาเพื่อช่วยลดอาการล้า แล้วก็ควรจะปรับขนาดตัวเขียนรวมทั้งรูปภาพให้อ่านแล้วสบายตา
7. ตรวจสายตาเสมอๆทุกปี ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับทางสายตาอย่างสายตายาว สายตาเอียง หรือตาฟางก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดวงตาอ่อนแรงจากการเล่นคอมพิวเตอร์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จำเป็นที่จะต้องตรวจเช็คสายตาเพื่อตัดเลนส์ที่ช่วยทำให้สายตาให้ปกติและก็ใช้คอมพิวเตอร์ได้สบายตายิ่งขึ้น
8. ขอคำแนะนำผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสายตาสำหรับการตัดแว่นตาสำหรับภาวการณ์แสงสว่างน้อย เพื่อช่วยทำให้ปรับภาพให้สว่างขึ้น ทั้งยังทุเลาอาการล้าจากการมองจอรวมทั้งคุ้มครองป้องกันแสงสีสีน้ำเงินได้ด้วย
9. กินอาหารที่มีส่วนช่วยสำหรับในการบำรุงสายตา การได้รับวิตามิน แร่ และก็สารอาหารต่างๆที่มีคุณลักษณะต้านทานอนุมูลอิสระเป็นอีกปัจจัยหลักที่สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพดวงตารวมทั้งลดการเสี่ยงต่อปัญหาการแลเห็น ของกินที่ควรจะกินเพื่อสุขภาพตาที่แข็งแรง ดังเช่นว่า

  • ลูทีน (Lutein) รวมทั้งซีแซนทิน (Zeaxanthin) เจอได้ในไข่ไก่ ส้ม มะละกอ ข้าวโพด และก็ผักใบเขียวอย่างคะน้า คอยวัวลี่ ผักโขม ฯลฯ มีคุณลักษณะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีหน้าที่สำคัญสำหรับในการปกป้องรักษาดวงตาจากรังสีรังสีเหนือม่วงรวมทั้งแสงสีฟ้า ทั้งยังมีงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยหลายงานชี้ว่าสารทั้ง 2 จำพวกนี้บางทีอาจช่วยคุ้มครองปกป้องรวมทั้งรักษาโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อกระจก และก็โรคตาบอดตอนค่ำจากพันธุกรรมได้
  • เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) พบมากได้จากของกินที่มีสีเหลืองหรือส้ม อาทิเช่น แครอท ฟักทอง มัน มะม่วง ฯลฯ ร่างกายจะแปลงสารจำพวกนี้เป็นวิตามินเอที่มีคุณลักษณะช่วยในด้านการมองมองเห็นรวมทั้งบำรุงสายตา โดยหลักฐานด้านวิทยาศาสตร์บางงานเกื้อหนุนว่าการกินอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนหรือวิตามินเอ และก็สารอาหารอื่นที่คาดว่ามีคุณลักษณะช่วยคุ้มครองป้องกันความย่ำแย่ของหน้าจอประสาทตาจากอนุมูลอิสระได้อย่างเดียวกันอย่างวิตามินซี วิตามินอี และก็อย่างสังกะสี คงจะช่วยชะลอการเกิดโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อมได้
  • บิลเบอร์ปรี่ (Bilberry) หนึ่งในผลไม้จำพวกเบอร์ปรี่ที่อาจมีผลดีสำหรับการช่วยถนอมรวมทั้งบำรุงสายตา เนื่องด้วยมีการศึกษาเล่าเรียนบางชิ้นพิสูจน์ให้มีความคิดเห็นว่าการทานอาหารเสริมที่มีสารสกัดจากใบเสร็จรับเงินเบอร์ปรี่ช่วยลดอาการตาล้าที่เกิดขึ้นมาจากการเล็งดูหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน
  • ริลล์ ออยล์ (Krill Oil) เป็นน้ำมันสกัดจากสัตว์น้ำในเครือญาติเคย ประกอบไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า และก็สารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณภาพสูงอย่างแอตาแซนทิน (Astaxanthin) ซึ่งคาดว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายดวงตา แล้วก็มีงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยชิ้นหนึ่งกล่าวช่วยเหลือว่าการกินอาหารเสริมที่มีแอตาแซนทิน ลูทีน กรดไขมันโอเมก้า จำพวก DHA แล้วก็ไซยานิดิน-3-กลูวัวไซด์ (Cyanidin-3-Glucoside) มีส่วนช่วยลดอาการตาล้า ซึ่งย่อมเป็นผลดีต่อคนที่จำต้องใช้สายตาจ้องหน้าหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่บ่อยๆ
Posted on Leave a comment

ดูจอคอมนานๆ เสี่ยงเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อม รีบบำรุงสายตาก่อนจะสายเกินไป

 โรคจุดรับภาพเสื่อม
            โรคนี้เกิดจากการเสื่อมของจุดรับภาพ (Macular) ซึ่งเป็นกลางจอตา (Retina) ถ้าบริเวณที่เสื่อมมีขนาดเล็กมาก และหากจุดภาพชัดของตาอีกข้างยังปกติ เมื่อใช้ตา 2 ขัางร่วมกัน ผู้ป่วยอาจไม่สังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลง ต่อมาเมื่อความเสื่อมมากขึ้นจึงมีอาการมองภาพไม่ชัด ทำให้การมองเห็นภาพเบลอบิดเบี้ยว บางครั้งอาจรุนแรงเห็นจุดดำมาบังภาพอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะพบในผู้มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป ที่สำคัญโรคนี้อันตรายถึงขั้นตาบอดได้เลย
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม
โอกาสเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมนั้นเกิดได้จากหลายปัจจัย ได้แก่
  • อายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี
  • เผชิญแสงแดดหรือแสงอัลตราไวโอเลตเรื้อรัง (แสงสีฟ้า) การวิจัยทางการแพทย์เผยว่าแสงสีน้ำเงินสามารถแทรกผ่านสารสีที่พบในตาและเป็นอันตรายต่อดวงตาบริเวณเซลล์ที่ศูนย์กลางเรตินา โดยจะเข้าไปลดความเข้มข้นของสารสี เกิดเป็นปัจจัยเสี่ยงให้จอประสาทตาเสื่อมเมื่อมีอายุมากขึ้น
  • น้ำหนักเกินมาตรฐาน
  • สูบบุหรี่
  • ดื่มสุรา
  • มีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม
  • ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลในหลอดเลือดสูง

ที่มา : https://www.pobpad.com (ข้อมูลวันที่ 10 พ.ค. 2563)

ลูทีนและซีแซนทีนกับโรคจุดรับภาพเสื่อม

            โรคจุดรับภาพเสื่อม เป็นอาการของโรคที่ทำ ให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง เกิดการมองภาพบิดเบี้ยวไปเหมือนมีจุดดำบังไว้ตรงกลางภาพ และสูญเสียการมองเห็น เฉพาะภาพส่วนกลางในที่สุด (อ้างอิงที่ 14)  มีงานวิจัยว่า หากปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในลูกตาลดน้อยลง ความเสี่ยงในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมจะเพิ่มมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากมีปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในเลือดสูงขึ้น จากการบริโภคอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีน ความเสี่ยงในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมจะลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การบริโภคอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคจุดรับภาพเสื่อมได้ (อ้างอิงที่ 14) 

            นอกจากลูทีนและซีแซนทีนจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกแล้ว ยังพบว่ามีประโยชน์ในโรคจุดรับภาพเสื่อม ซึ่งมีหลายๆ การศึกษาสนับสนุนข้อมูลดังกล่าว โดยพบว่าถ้าปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในลูกตาลดน้อยลง จะพบความเสื่อมมากขึ้นในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อม (อ้างอิงที่ 10)   และความเสี่ยงในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมจะลดลง หากมีปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในเลือดสูงขึ้น (อ้างอิงที่ 11,12)  แสดงให้เห็นว่า การบริโภคอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้

ลูทีน และซีแซนทีน กับสุขภาพร่างกาย

            จากงานวิจัยรายงานว่า ผู้ที่บริโภคอาหารที่มีโปรตีนในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง จะลดความเสี่ยงในการเป็นโรค หัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดตีบในสมอง และอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านม ในสตรีช่วงหมดประจำเดือนอีกด้วย (อ้างอิงที่ 17,18,19) 

วิตามิน เอ

            วิตามิน เอ มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ ที่สำคัญ คือ ช่วยในการมองเห็น (อ้างอิงที่ 13)  โดยไปร่วมใช้ ในการสร้างสารที่ใช้ในการมองเห็น หากขาดจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่แสงสว่างน้อย และทำให้เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ในกรณีที่ร่างกายขาดวิตามิน เอ อย่างรุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้

            ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัยหนึ่งค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงานของวิตามินเอที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสายตา เมื่อเพิ่มปริมาณการให้วิตามินเอแบบเรตินอยด์ในกลุ่มผู้สูงวัยที่ป่วยด้วยโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Age-related Macular Degeneration: AMD) ในระยะแรกเริ่มหรือผู้สูงวัยที่มีจอตาเป็นปกติตามวัย พบผลลัพธ์ในระยะสั้น คือ ผู้ป่วยมีอัตราความไวของตาในการรับแสงในที่มืดเพิ่มขึ้น

ลูทีน ซีแซนทีนและวิตามินเอ จึงเหมาะสำหรับ

  • ผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตติดจอโทรศัพท์ พูดคุยอัปเดตข่าวสารต่างๆผ่านทาง Social Media ตลอดเวลา
  • ผู้ที่ต้องการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆเป็นเวลานาน
  • ผู้ที่ใช้สายตามากๆ เป็นเวลาต่อเนื่อง เช่นอ่านหนังสือ หรือขับรถไปนานๆ
  • เด็กวัยเรียนและวัยเจริญเติบโต
  • ผู้ที่ไม่ชอบทาน ผักและผลไม้
  • ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกและจุดรับภาพตาเสื่อม และทุกๆคนที่ต้องการปกป้องดูแลดวงตา
Posted on Leave a comment

รู้หรือไม่ดวงตาเราทำงานหนักแค่ไหนต่อวัน มาบำรุงสายตากันเถอะค่ะ

ในแต่ละวันเราใช้งานดวงตาเราไปตั้งกี่ชั่วโมง ต่อวัน หากเรานอนหลับเพียงวันละ 6 ชั่วโมง และใช้ดวงตาในการมอง วันละ 18ชั่วโมง

ใช้งาน ปีละ 6,480 ชั่วโมง นับว่าเป็นจำนวนที่เวลาทำงานที่หนักหนามากของสายตา แล้วยิ่งถ้าจะต้องทำงาน หน้าคอมพิวเตอร์ หรือเล่นแท็บเล็ต มือถือ ตลอดทั้งวันที่เราตื่น

แสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้น จะทำลายสายตาของเราได้ ดวงตาเปรียบได้ดั่งมนุษย์ 1 คน ที่เมื่อทำงานหนัก บางครั้งเรารู้สึกแสบตา ตาแห้ง บางครั้งเราก็รู้สึกปวดตาโดยไม่มี

สาเหตุ ดังนั้นดวงตาก็ต้องการรับสารอาหารดีๆ มีคุณค่า เพื่อมาบำรุงและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเหมือนกัน

 

 

เคยไหมค่ะจะไปตัดแว่นสายตาธรรมดา แต่ปรากฎว่าต้องโดนใส่แว่นพิเศษ แว่นโปรเกรสซีฟ ซึ่งราคาแพงมาก หลัก 10,000 ขึ้นไป อันเนื่องมาจากสายตาเราแย่ลงเกินอายุจริง😔😭

👉โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องใช้สายตาหนักๆอย่าง นักกราฟฟิค ตัดต่อคลิป โปรแกรมเมอร์ นักเขียนทำคอนเท้น (อย่างแอดมินกิฟฟารีน ก็ใช้สายตาเยอะค่ะ) รวมถึงพนักงานบริษัทที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ และต้องจ้องเพ่งกับจอคอมนานๆ

👉อาจทำให้จุดรับภาพเสื่อม >> เป็นอาการของโรคที่ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง เกิดการมองภาพบิดเบี้ยวไป เหมือนมีจุดดำบังตรงกลางภาพ และสูญเสียการมองเห็นเฉพาะภาพส่วนกลางในที่สุด

👉LZVit จากกิฟฟารีนประกอบไปด้วย ลูทีน วิตามินA และซีแซนทีน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมลดลง ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจก ช่วยป้องกันแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้

คุณค่ะ LZVit Plus A จากกิฟฟารีน มีทั้งหมด 30 แคปซูล ราคา 580 บาท เฉลี่ย แค่วันละ 19 บาท ดีกว่าสายตาที่เริ่มเสื่อมลง จนต้องหาหมอรักษาตา และต้องตัดแว่นราคาแพงๆ บำรุงกันสายกันเถอะค่ะ เพราะสารอาหารลูทีนร่างกายเราไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้นะคะ จะต้องรับประทานจากอาหารเข้าไปเท่านั้นค่ะ  ทานแล้วเห็นผล คอนเฟริมจ้า