Posted on Leave a comment

แสงไฟสีฟ้าจากหน้าจอมือถือและแท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ เสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม

เว้นเสียแต่อันตรายจากรังสีรังสียูวี (UV) ในแดดที่พวกเราจะต้องประมือด้วยทุกวี่ทุกวันแล้ว แสงสว่างอีกจำพวกที่น่าสยดสยองรวมทั้งอยู่ใกล้ตัวเราในชีวิตประจำวัน แม้กระนั้นผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยยังไม่ตระหนักถึงอันตรายอย่างยิ่งนัก เป็นแสงสว่างจากเครื่องใช้ไม้สอยดิจิทัลต่างๆไม่ว่าจะเป็นแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ แสงสว่าง แอลอีดี จากจอสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต แล้วก็โทรทัศน์จอแบน แสงสว่างที่เครื่องไม้เครื่องมือกลุ่มนี้ปลดปล่อยออกมามีชื่อเรียกกล้วยๆว่า แสงสีสีน้ำเงิน

แสงสีสีน้ำเงิน (Blue Light) หรือแสงสว่างพลังงานสูงที่เห็นได้ (High-energy Visible Light: HEV) เป็นเยี่ยมในเจ็ดของสเป็คตรัมแสงสีรุ้งกินน้ำที่ประกอบไปด้วยสีม่วง คราม สีน้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง อย่างที่พวกเรามองเห็นฟ้าเป็นสีฟ้าก็เพราะว่าแสงสว่างนี้นั่นเอง แสงสีสีน้ำเงินมีคลื่นความยาวราว 400-500 นาโนเมตร เป็นคลื่นความยาวที่สั้นที่สุด พลังงานสูงที่สุด นอกเหนือจากที่จะมีอยู่ในแสงตะวันรวมทั้งยังมีอยู่ในประดิษฐกรรมที่มนุษย์ทำขึ้นด้วย

หน้าจอประสาทตาเสื่อม

แสงสีสีน้ำเงินประยุกต์ใช้ในวัสดุอุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อเพิ่มความสว่างแล้วก็ความชัดของจอ หากว่าแสงสีสีน้ำเงินที่สังเคราะห์ขึ้นจะเป็นส่วนเล็กเมื่อเทียบกับแสงสว่างที่ปลดปล่อยโดยตรงมาจากพระอาทิตย์ แม้กระนั้นการใช้แรงงานเครื่องไม้เครื่องมือดิจิทัลพวกนี้เสมอๆอย่างสม่ำเสมอนับเป็นเวลาหลายปีสามารถทำให้เกิดผลเสียโดยตรงต่อสายตา เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆดังต่อไปนี้

เสี่ยงหน้าจอประสาทตาเสื่อม

ในระยะยาวดวงตาที่รับแสงสีสีน้ำเงินเยอะเกินไปสามารถส่งผลให้เกิดการเสื่อมของศูนย์กลางเรตินา การค้นคว้าวิจัยทางด้านการแพทย์เปิดเผยว่าแสงสีสีน้ำเงินสามารถแทรกผ่านสารสีที่เจอในตาและก็ทำให้เป็นอันตรายต่อดวงตารอบๆเซลล์ที่ศูนย์กลางเรตินา โดยจะเข้าไปลดความเข้มข้นของสารสี กำเนิดเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงให้หน้าจอประสาทตาเสื่อมเมื่อแก่มากเพิ่มขึ้น ที่สำคัญโรคนี้อันตรายถึงขนาดตาบอดได้เลย นอกจากนั้นสถาบันโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อมในคนวัยแก่ยังแถลงการณ์ว่า แสงสีสีน้ำเงินบางทีอาจเป็นตัวรีบให้กำเนิดโรคนี้ก่อนวัยอันควรจะ จากที่ธรรมดาเจอในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

ดวงตาล้าจากการจ้องจอ

เมื่อใดก็ตามจ้องหน้าหน้าจอ ดวงตาของมนุษย์จะต้องทำงานมากจากการเล็งมองดูภาพที่ประกอบขึ้นมาจากพิกเซลเล็กที่สั่นไหวอยู่เสมอทุกวินาที รวมทั้งเพราะว่าคุณลักษณะของแสงสีสีน้ำเงินที่มีคลื่นความยาวสั้นที่สุด ทำให้ผู้กระทำระจายของแสงสว่างสูงยิ่งกว่าแสงสีอื่นๆนำมาซึ่งการทำให้ระบบสายตาดำเนินงานทุกข์ยากลำบากและก็จุดโฟกัสภาพบนหน้าจอได้ยาก ความแหลมคมชัดของภาพก็เลยน้อยลงแล้วก็ทำให้ตาเพลีย นอกจากนั้นบางทีอาจตามมาด้วยลักษณะของการปวดไหล่ ปวดศีรษะ เคืองที่ตา เจ็บตา ตาฝ้าหรือเห็นภาพซ้อน ตาหวั่นไหวต่อแดด ร้องไห้ ตาแห้ง และก็ดูภาพคลุมเครือได้ด้วย

นาฬิกาชีวิตผิดเพี้ยน

การโดนแสงสีน้ำเงินในตอนกลางวันจะก่อให้รู้สึกขะมักเขม้น ช่วยในศึกษา การเขียนจำ แล้วก็จิตใจเบิกบานขึ้น แต่ว่าตรงกันข้าม การโดนแสงสีน้ำเงินในเวลากลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ทำงานกลางคืนหรือปิดไฟเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2-3 ชั่วโมงก่อนนอน จะมีผลเสียต่อการตื่นและก็การนอนได้มาก อาจจะส่งผลให้จำเป็นต้องพบเจอภาวการณ์นอนไม่หลับ รวมทั้งกำเนิดอาการอ่อนล้าในเช้าตรู่วันต่อไป

งานศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทดลองด้วยการเปรียบเทียบผลพวงจากการโดนแสงสีน้ำเงินกับแสงสีเขียวที่มีคลื่นความยาวในระดับต่อจากแสงสีสีน้ำเงินเพียงแค่แถบเดียวตรงเวลา ชั่วโมงครึ่ง พบว่าฮอร์โมนเมลาโทนินที่มีบทบาทควบคุมนาฬิกาชีวิตจะถูกยั้งโดยแสงสีสีน้ำเงิน แล้วก็นำมาซึ่งความเคลื่อนไหวของนาฬิกาชีวิตในกรุ๊ปผู้ทดลองเป็นสองเท่าของแสงสีเขียวอย่างยิ่งจริงๆ

สุขภาพตาที่ดีสร้างได้ง่ายๆ

การหลีกเลี่ยงแสงสีสีน้ำเงินที่มีอยู่เกือบทุกที่อาจจะเป็นได้ยาก โดยยิ่งไปกว่านั้นในขณะนี้ที่ทุกคนต่างมีโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเหตุที่ สำหรับการดำเนินชีวิต การเปลี่ยนแปลงการกระทำตนเองกล้วยๆเพียงแต่ไม่กี่ข้อต่อไปนี้บางทีอาจช่วยยืดอายุของสุขภาพสายตาให้อยู่กับพวกเราได้นานเพิ่มขึ้น

1. ไม่จ้องหน้าหน้าจอใกล้เหลือเกิน ควรจะรักษาระยะห่างที่โดยประมาณ 20-26 นิ้ว หรือในระยะซึ่งสามารถเหยียดหยามแขนตรงออกไปสัมผัสจอได้ ซึ่งจะเป็นระยะที่สบายต่อสายตา
2. ปรับจอคอมพิวเตอร์ให้ข้างหน้า ไม่เอียงซ้ายหรือขวา และก็อยู่ในระดับที่ถือว่าต่ำกว่าสายตาโดยประมาณ 10-15 องศา แล้วก็เงยหน้าจอขึ้น 10-15 องศา เพื่อคุ้มครองป้องกันอาการเมื่อยล้าคอและก็ไหล่จากการนั่งไม่ถูกท่า
3. ใช้สูตร 20-20-20 แนวทางผ่อนคลายของกล้ามเนื้อสำหรับในการเพ่งดูของดวงตาที่หมอสายตาต่างเสนอแนะ ทำเป็นกล้วยๆโดยการหยุดพักสายตาตรงเวลา 20 วินาที ทุกๆ20 นาที ด้วยการ มองไกลออกไป 20 ฟุต แนวทางแบบนี้ยังกระตุ้นให้พวกเรากระพริบตาเพื่อเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงที่ดวงตาด้วย เพราะเหตุว่าการจ้องมองคอมเป็นระยะเวลานานมักทำให้ลืมกระพริบตาไปโดยปริยาย
4. ปรับความสว่างของจอในระดับสบายตา ให้แสงรอบๆอยู่ในจำนวนที่สมควรแล้วก็พอดิบพอดีกัน ไม่สว่างจ้ากระทั่งตัดกันเกินความจำเป็น
5. เลือกเลนส์แว่นที่ปกป้องการสะท้อนแสง รวมทั้งหลบหลีกการนั่งรอบๆที่จอกำเนิดแสงสะท้อน เพื่อช่วยทำให้สบายตายิ่งขึ้น
6. ควรจะถือสมาร์ทโฟนให้ห่างสายตาเพื่อช่วยลดอาการล้า แล้วก็ควรจะปรับขนาดตัวเขียนรวมทั้งรูปภาพให้อ่านแล้วสบายตา
7. ตรวจสายตาเสมอๆทุกปี ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับทางสายตาอย่างสายตายาว สายตาเอียง หรือตาฟางก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดวงตาอ่อนแรงจากการเล่นคอมพิวเตอร์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จำเป็นที่จะต้องตรวจเช็คสายตาเพื่อตัดเลนส์ที่ช่วยทำให้สายตาให้ปกติและก็ใช้คอมพิวเตอร์ได้สบายตายิ่งขึ้น
8. ขอคำแนะนำผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสายตาสำหรับการตัดแว่นตาสำหรับภาวการณ์แสงสว่างน้อย เพื่อช่วยทำให้ปรับภาพให้สว่างขึ้น ทั้งยังทุเลาอาการล้าจากการมองจอรวมทั้งคุ้มครองป้องกันแสงสีสีน้ำเงินได้ด้วย
9. กินอาหารที่มีส่วนช่วยสำหรับในการบำรุงสายตา การได้รับวิตามิน แร่ และก็สารอาหารต่างๆที่มีคุณลักษณะต้านทานอนุมูลอิสระเป็นอีกปัจจัยหลักที่สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพดวงตารวมทั้งลดการเสี่ยงต่อปัญหาการแลเห็น ของกินที่ควรจะกินเพื่อสุขภาพตาที่แข็งแรง ดังเช่นว่า

  • ลูทีน (Lutein) รวมทั้งซีแซนทิน (Zeaxanthin) เจอได้ในไข่ไก่ ส้ม มะละกอ ข้าวโพด และก็ผักใบเขียวอย่างคะน้า คอยวัวลี่ ผักโขม ฯลฯ มีคุณลักษณะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีหน้าที่สำคัญสำหรับในการปกป้องรักษาดวงตาจากรังสีรังสีเหนือม่วงรวมทั้งแสงสีฟ้า ทั้งยังมีงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยหลายงานชี้ว่าสารทั้ง 2 จำพวกนี้บางทีอาจช่วยคุ้มครองปกป้องรวมทั้งรักษาโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อกระจก และก็โรคตาบอดตอนค่ำจากพันธุกรรมได้
  • เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) พบมากได้จากของกินที่มีสีเหลืองหรือส้ม อาทิเช่น แครอท ฟักทอง มัน มะม่วง ฯลฯ ร่างกายจะแปลงสารจำพวกนี้เป็นวิตามินเอที่มีคุณลักษณะช่วยในด้านการมองมองเห็นรวมทั้งบำรุงสายตา โดยหลักฐานด้านวิทยาศาสตร์บางงานเกื้อหนุนว่าการกินอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนหรือวิตามินเอ และก็สารอาหารอื่นที่คาดว่ามีคุณลักษณะช่วยคุ้มครองป้องกันความย่ำแย่ของหน้าจอประสาทตาจากอนุมูลอิสระได้อย่างเดียวกันอย่างวิตามินซี วิตามินอี และก็อย่างสังกะสี คงจะช่วยชะลอการเกิดโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อมได้
  • บิลเบอร์ปรี่ (Bilberry) หนึ่งในผลไม้จำพวกเบอร์ปรี่ที่อาจมีผลดีสำหรับการช่วยถนอมรวมทั้งบำรุงสายตา เนื่องด้วยมีการศึกษาเล่าเรียนบางชิ้นพิสูจน์ให้มีความคิดเห็นว่าการทานอาหารเสริมที่มีสารสกัดจากใบเสร็จรับเงินเบอร์ปรี่ช่วยลดอาการตาล้าที่เกิดขึ้นมาจากการเล็งดูหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน
  • ริลล์ ออยล์ (Krill Oil) เป็นน้ำมันสกัดจากสัตว์น้ำในเครือญาติเคย ประกอบไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า และก็สารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณภาพสูงอย่างแอตาแซนทิน (Astaxanthin) ซึ่งคาดว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายดวงตา แล้วก็มีงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยชิ้นหนึ่งกล่าวช่วยเหลือว่าการกินอาหารเสริมที่มีแอตาแซนทิน ลูทีน กรดไขมันโอเมก้า จำพวก DHA แล้วก็ไซยานิดิน-3-กลูวัวไซด์ (Cyanidin-3-Glucoside) มีส่วนช่วยลดอาการตาล้า ซึ่งย่อมเป็นผลดีต่อคนที่จำต้องใช้สายตาจ้องหน้าหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่บ่อยๆ
Posted on Leave a comment

ดูจอคอมนานๆ เสี่ยงเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อม รีบบำรุงสายตาก่อนจะสายเกินไป

 โรคจุดรับภาพเสื่อม
            โรคนี้เกิดจากการเสื่อมของจุดรับภาพ (Macular) ซึ่งเป็นกลางจอตา (Retina) ถ้าบริเวณที่เสื่อมมีขนาดเล็กมาก และหากจุดภาพชัดของตาอีกข้างยังปกติ เมื่อใช้ตา 2 ขัางร่วมกัน ผู้ป่วยอาจไม่สังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลง ต่อมาเมื่อความเสื่อมมากขึ้นจึงมีอาการมองภาพไม่ชัด ทำให้การมองเห็นภาพเบลอบิดเบี้ยว บางครั้งอาจรุนแรงเห็นจุดดำมาบังภาพอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะพบในผู้มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป ที่สำคัญโรคนี้อันตรายถึงขั้นตาบอดได้เลย
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม
โอกาสเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมนั้นเกิดได้จากหลายปัจจัย ได้แก่
  • อายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี
  • เผชิญแสงแดดหรือแสงอัลตราไวโอเลตเรื้อรัง (แสงสีฟ้า) การวิจัยทางการแพทย์เผยว่าแสงสีน้ำเงินสามารถแทรกผ่านสารสีที่พบในตาและเป็นอันตรายต่อดวงตาบริเวณเซลล์ที่ศูนย์กลางเรตินา โดยจะเข้าไปลดความเข้มข้นของสารสี เกิดเป็นปัจจัยเสี่ยงให้จอประสาทตาเสื่อมเมื่อมีอายุมากขึ้น
  • น้ำหนักเกินมาตรฐาน
  • สูบบุหรี่
  • ดื่มสุรา
  • มีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม
  • ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลในหลอดเลือดสูง

ที่มา : https://www.pobpad.com (ข้อมูลวันที่ 10 พ.ค. 2563)

ลูทีนและซีแซนทีนกับโรคจุดรับภาพเสื่อม

            โรคจุดรับภาพเสื่อม เป็นอาการของโรคที่ทำ ให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง เกิดการมองภาพบิดเบี้ยวไปเหมือนมีจุดดำบังไว้ตรงกลางภาพ และสูญเสียการมองเห็น เฉพาะภาพส่วนกลางในที่สุด (อ้างอิงที่ 14)  มีงานวิจัยว่า หากปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในลูกตาลดน้อยลง ความเสี่ยงในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมจะเพิ่มมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากมีปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในเลือดสูงขึ้น จากการบริโภคอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีน ความเสี่ยงในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมจะลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การบริโภคอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคจุดรับภาพเสื่อมได้ (อ้างอิงที่ 14) 

            นอกจากลูทีนและซีแซนทีนจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกแล้ว ยังพบว่ามีประโยชน์ในโรคจุดรับภาพเสื่อม ซึ่งมีหลายๆ การศึกษาสนับสนุนข้อมูลดังกล่าว โดยพบว่าถ้าปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในลูกตาลดน้อยลง จะพบความเสื่อมมากขึ้นในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อม (อ้างอิงที่ 10)   และความเสี่ยงในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมจะลดลง หากมีปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในเลือดสูงขึ้น (อ้างอิงที่ 11,12)  แสดงให้เห็นว่า การบริโภคอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้

ลูทีน และซีแซนทีน กับสุขภาพร่างกาย

            จากงานวิจัยรายงานว่า ผู้ที่บริโภคอาหารที่มีโปรตีนในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง จะลดความเสี่ยงในการเป็นโรค หัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดตีบในสมอง และอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านม ในสตรีช่วงหมดประจำเดือนอีกด้วย (อ้างอิงที่ 17,18,19) 

วิตามิน เอ

            วิตามิน เอ มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ ที่สำคัญ คือ ช่วยในการมองเห็น (อ้างอิงที่ 13)  โดยไปร่วมใช้ ในการสร้างสารที่ใช้ในการมองเห็น หากขาดจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่แสงสว่างน้อย และทำให้เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ในกรณีที่ร่างกายขาดวิตามิน เอ อย่างรุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้

            ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัยหนึ่งค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงานของวิตามินเอที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสายตา เมื่อเพิ่มปริมาณการให้วิตามินเอแบบเรตินอยด์ในกลุ่มผู้สูงวัยที่ป่วยด้วยโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Age-related Macular Degeneration: AMD) ในระยะแรกเริ่มหรือผู้สูงวัยที่มีจอตาเป็นปกติตามวัย พบผลลัพธ์ในระยะสั้น คือ ผู้ป่วยมีอัตราความไวของตาในการรับแสงในที่มืดเพิ่มขึ้น

ลูทีน ซีแซนทีนและวิตามินเอ จึงเหมาะสำหรับ

  • ผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตติดจอโทรศัพท์ พูดคุยอัปเดตข่าวสารต่างๆผ่านทาง Social Media ตลอดเวลา
  • ผู้ที่ต้องการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆเป็นเวลานาน
  • ผู้ที่ใช้สายตามากๆ เป็นเวลาต่อเนื่อง เช่นอ่านหนังสือ หรือขับรถไปนานๆ
  • เด็กวัยเรียนและวัยเจริญเติบโต
  • ผู้ที่ไม่ชอบทาน ผักและผลไม้
  • ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกและจุดรับภาพตาเสื่อม และทุกๆคนที่ต้องการปกป้องดูแลดวงตา
Posted on Leave a comment

บำรุงด้วยวิตามินอี มีประโยชน์ต่อผิวอย่างไร

วิตามินอีเป็นส่วนประกอบยอดฮิตที่ใช้ในสินค้าสำหรับการดูแลรักษาผิวพรรณอย่างมากมาย ผู้หญิงสามารถเจอได้ในเซรั่ม มอพบร์ไรเซอร์และยังรวมไปถึงครีมบำรุงรอบดวงตา ตั้งแต่นี้ต่อไปเป็นสิ่งที่ผู้หญิงจะต้องทราบเกี่ยวกับวิตามินอี พวกเรามาค้นหาประโยชน์ที่ได้รับมาจากวิตามินอีที่มีต่อผิวรวมทั้งการใช้กันเลยนะ!

วิตามินอีเป็นยังไง
วิตามินอีเป็นสารอาหารที่จำเป็นต้องและก็สารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมันได้ซึ่งมีคุณภาพ โดยช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระแล้วก็การบูรณะผิว

คุณประโยชน์ซึ่งมาจากวิตามินอีที่มีต่อผิว

(1) บำรุงผิว
วิตามินอีเป็นสารอาหารที่ละลายในน้ำมันได้ซึ่งช่วยคืนความชื้นให้แก่ผิวสำหรับผิวแห้งรวมทั้งผิวที่เสียหาย โดยช่วยทำให้ผิวมีความชื้นแล้วก็รักษาความทรุดโทรมผิว ยิ่งไปกว่านี้ ยังช่วยสร้างเสริมรูปแบบการทำงานของเกราะคุ้มครองผิว วิตามินอีมีคุณลักษณะต่อต้านการอักเสบตามธรรมชาติซึ่งสามารถทุเลารวมทั้งทำให้ผิวระคายลดน้อยลง

การใช้

ผสมน้ำมันวิตามินอีสองสามหยดกับโลชั่นที่มีไว้สำหรับบำรุงผิวรวมทั้งทาบบริเวณใบหน้าหรือร่างกายก่อนนอนเพื่อผิวที่นุ่มและก็กระจ่างขาวใส

(2) ทำให้รอยแผลเป็นจางลงรวมทั้งรักษารอยผิวแตกลาย

วิตามินอีช่วยสำหรับเพื่อการซ่อมบำรุงเซลล์ผิวที่เสียหาย สร้างเซลล์ผิวใหม่แล้วก็ทำให้จุดด่างดำหรือรอยแผลเป็นจากสิวบนบริเวณใบหน้าจางลง วิตามินอียังสามารถเพิ่มระดับของสารอาหารในเยื่อผิวเพื่อลดการเกิดรอยผิวแตกลาย

วิธีการใช้

ทาน้ำมันวิตามินอีบนรอยผิวแตกลายและก็เช็ดเบาๆแต้มน้ำมันวิตามินอีปริมาณน้อยบนจุดด่างดำหรือรอยแผลเป็นจากสิวเพื่อเป็นการรักษาจุดด่างดำ

(3) ต้านทานริ้วรอย

วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมันที่ทรงอำนาจสำหรับการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดเพื่อทำให้ผิวกระชับและก็ลดสัญญาณของวัยที่มาขึ้น เป็นต้นว่า ริ้วรอย ร่องลึกและก็รอยคล้ำใต้ตา วิตามินอีปฏิบัติภารกิจเป็นเกราะคุ้มครองแสงอาทิตย์ตามธรรมชาติที่มีคุณภาพระดับปานกลางซึ่งช่วยป้องกันผิวจากความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้นจากรังสียูวีที่เกิดอันตรายเพื่อลดริ้วรอยก่อนวัย

วิธีการใช้

ทาครีมหรือน้ำมันวิตามินอีบนบริเวณใบหน้าแล้วก็รอบดวงตา แล้วนวดเบาๆให้ทั่วบริเวณใบหน้าเป็นวงกลมตราบจนกระทั่งครีมหรือน้ำมันจะถูกซับอย่างเต็มเปี่ยม

Posted on Leave a comment

7 วิธีดูแลจุดซ่อนเร้นผู้หญิงให้สะอาด มั่นใจไร้กลิ่น

เว้นเสียแต่หน้ารวมทั้งหุ่นของบรรดาคุณคนงามที่จำต้องเป๊ะแล้ว อีกจุดที่สำคัญที่จำต้องดูแลอย่างยอดเยี่ยมมากกว่าไข่ในหินซึ่งก็คือ ดูแลน้องสาวของพวกเรานั่นเอง โนะโนว น้องสาวในที่นี้มิได้ซึ่งก็คือ Sister อะไรนะคะ เรียกกล้วยๆก็คือช่องคลอด จิ๊ไม่ หรือของลับนั่นแหละจ้ะ จะว่าไปผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยก็พบเจอปัญหาทั้งยังการไม่ทราบแนวทางการทำความสะอาดน้องสาวที่ถูกแนวทาง ปล่อยปละละเลยการดูแลจุดอำพราง ปัญหากลิ่นไม่ประสงค์ แพร่กระจายไปจนกว่าปลดปล่อยให้น้องสาวจำต้องเจ็บป่วย ถึงขั้นที่มีเคสที่จำต้องไปพบแพทย์อย่างยิ่งจริงๆ.

วิธีในการดูแลจุดซ่อนเร้นอำพรางหญิงให้สะอาด มั่นอกมั่นใจที่ไม่มีกลิ่น

เพราะเหตุใดจำเป็นต้องดูแลจุดซ่อนเร้นอำพราง
ปัญหานี้ก็ดังเพราะอะไรจำต้องรับประทานอาหารดีเป็นประโยชน์เลยจ๊า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วจะพูดว่าที่พวกเราจำเป็นต้องรู้จักวิธีสำหรับในการดูแลจุดซุกซ่อนก็เนื่องจาก 1. อวัยวะส่วนนี้เค้าไม่สามารถพูดได้ หรือพวกเรามิได้มองเห็นอยู่เสมอเวลา 2.เป็นส่วนที่มีความเป็นกรดด่าง หรือมีค่า PH ที่จำเป็นต้องรักษาความสมดุล แล้วก็ 3.น้องสาวคนนี้มีความเซนสิคราวฟ พบอะไรเล็กน้อยก็ร้องไห้ง่าย ตาแดงระคายจนถึงยากที่ร้องโอ๋ และก็ที่สำคัญที่สุดเป็น เป็นวัยวะที่มีความสลับซับซ้อน และก็การดูแลในส่วนนี้ยังบ่งถึงนิสัยได้เลยว่าเพศหญิงแต่ละคนดูแลตนเองดีขนาดไหน กล่าวและก็เครียดเลยจ๊าว่าการดูแลจุดแอบแฝงไม่ได้เป็นอะไรที่ง่ายดายเลยจ๊าคะเนี่ย

ความประพฤติทุกวันรวมทั้งความเลื่อมใสที่ไม่ถูกเกี่ยวกับกระบวนการทำความสะอาดน้องสาว
มีผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยที่มักไม่รู้ตัวว่าเวลานี้มีความเชื่อแล้วก็วัฒนธรรมการดูแลจุดซ่อนเร้นอำพรางที่ไม่ถูก ซึ่งต้องการจะบอกเลยว่าทราบที่ตรงนี้แล้วหลังจากนั้นก็รีบกลับไปแก้ไขโดยเร่งด่วน ไม่ว่าจะคือการใช้น้ำยาล้างจุดอำพราง(ที่มาเกินควรจนกระทั่งทำให้น้องสาวเคือง การสวนล้างช่องคลอดขณะที่รู้สึกน้องสาวเริ่มเปลี่ยนไปจากปกติ (ข้อนี้จะต้องเลิกโดยเร็วรวมทั้งยังมีผู้หญิงที่ยังจะต้องพึ่งการเหน็บยาในขณะที่มีความผิดธรรมดาวันนั้นของเดือนที่มีการตกขาว ซึ่งทราบไว้เลยว่าวิธีนี้ยิ่งทำให้อาการร้ายแรงไปใหญ่ แล้วก็อีกกระบวนการทำความสะอาดน้องสาวที่ไม่ถูกก็คือการไปสปา หรือแนวทางการทำสปาด้วยตัวเองที่เดี๋ยวนี้เป็นที่ฮอตได้รับความนิยมมากมาย หื้ม!!! เข้าใจดีแล้วก็ฝากผู้หญิงให้เพลาลงหน่อยก่อนจะสายเกินแก้นะคะ

รวมวิธีสำหรับในการดูแลจุดปิดบังที่ไม่ลับจากกิฟฟารีนมาบอกจ้ะ
เพื่อน้องสาวของทุกคนอยู่ในความปลอดภัยวันนี้กิฟฟารีนเลยมีเรื่องมีราวราวแล้วก็วิธีในการดูแลจุดซ่อนเร้นอำพรางที่ต้องการบอกต่อ บอกนี้เลยว่า สามารถนำ How to ดีกลุ่มนี้ไปใช้ได้ตลอด เพราะว่าน้องสาวของพวกเราอย่างไรก็จำเป็นต้องอยู่กับพวกเราไปตลอดกาล และก็ที่สำคัญยังสามารถแชร์การดูแลจุดอำพรางที่พวกเราเอามาฝากนี้ไปบอกคนใกล้ตัวได้อีกด้วย มาถึงในขณะนี้และจากนั้นก็อย่ารอคอยช้าจับสมุดปากกามาเขียนกันเลยจ๊า

1.ไม่เป็นอันตราย ไม่ระคาย ด้วยสบู่อ่อน

อันที่จริงแล้วปัจจุบันนี้ก็มีผลิตภัณฑ์ชำระล้างช่องคลอดออกมาเยอะมากมาก วิธีสำหรับในการดูแลจุดปิดบังด้วยของกลุ่มนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี แม้กระนั้น แม้กระนั้น แม้กระนั้น !!! พวกเราคงจะไม่บางทีอาจทราบได้ว่าแบบไหนที่จะไม่ทำให้น้องสาวของพวกเราระคาย เอาที่ง่ายและก็เซฟที่สุดเป็นตอนอาบน้ำหรือชำระล้างให้ล้างด้วยน้ำกินรวมทั้งสบู่อ่อนอาทิเช่น สบู่เด็ก ที่ชี้แนะวิธีแบบนี้ก็เพราะเหตุว่าไม่ต้องการให้เคมีจากน้ำยาล้างจุดปกปิดเข้าไปทำลายแบคทีเรียที่ดีในมดลูก เพราะว่าประเดี๋ยวน้องสาวพวกเราจะป่วยไข้เอาได้นั่นเองจ้ะ

2.ไม่โกน ไม่แว็กซ์ ไม่ถอน
การแว็กซ์ ถอนหรือโกนเป็นกระบวนการทำความสะอาดน้องสาวที่ฟังแล้วมองออกจะเจ็บ แม้กระนั้นบอกเลยว่าผู้หญิงผู้คนจำนวนมากบางเวลาก็มีความรู้สึกว่าตอนที่ช่องคลอดชื้นแฉะ หรือเริ่มรู้สึกเหนอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่มีเมนส์ ฉันจึงควรกำจัดขนแพทย์อ้อยออกไป ช้าก่อน!!! ถ้าเกิดรักแล้วก็ยังต้องการดูแลจุดซ่อนเร้นอำพรางจริงๆเสนอแนะว่าให้เล็มให้มองบางลงก็พอเพียง อย่าลืมนะคะว่าขนแพทย์อ้อยก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากขนตา ขนจมูกที่มีบทบาทสำหรับเพื่อการคัดเลือกกรองสิ่งปลอมปน ยังนับว่าเป็นเกราะคุ้มครองน้องสาวที่ยังจะต้องเก็บไว้จ้ะ

3.Take Care After Take A Bath

แนวทางแบบนี้บางทีอาจเป็นแนวทางที่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยเกินคาด แม้กระนั้นกระบวนการทำความสะอาดน้องสาวอย่างแม่นยำเป็นการดูดซับน้องสาวให้แห้ง เนื่องจากโดยปกติไม่ว่าจะหญิงหรือชายข้างหลังอาบน้ำเสร็จก็แค่เพียงปลดปล่อยให้แห้ง ทดลองเปลี่ยนแปลงแง่คิดปรับมุมมองแนวทางดูแลจุดอำพรางใหม่ด้วยการซึมซับด้วยผ้าขนหนูนุ่มแล้วก็เบาๆดูดซึม (ไม่ใช่เช็ดถูแรงนะคะด้วยความกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู เพื่อเชื่อมั่นได้ว่าน้องสาวของพวกเราจะไม่ชื้นแฉะจริงๆรวมทั้งถ้าหากเป็นได้ก็ควรจะใช้แยกกับผ้าที่ไว้ใช้เช็ดหน้าหรือเช็ดตัว แล้วก็ถูกตาให้แห้งทุกๆวันนะจ๊ะ

4.Take Care ข้างหลังสู้รบ
แนวทางในการดูแลจุดปิดบังนี้บางครั้งอาจจะ 18++ นิดเดียว แม้กระนั้นก็ต้องห้ามปล่อยปละละเลยเด็ดขาดเลยคะ สำหรับผู้หญิงที่พึ่งผ่านกิจกรรมบนเตียง บางครั้งอาจจะรู้สึกอ่อนแรงหรือเหนื่อย แม้กระนั้นต้องการให้เอื้อเฟื้อเวลานิดหน่อยมาจัดการน้องสาวให้อยู่ในภาวะที่เป็นระเบียบด้วยการใช้น้ำอุ่นดูแลจุดอำพราง ล้างชำระล้างพร้อมสบู่อ่อนเพื่อกำจัดเชื้อโรคจากกิจกรรมที่พึ่งผ่านมา พร้อมด้วยลดอาการเคืองจากถุงยางที่ผู้หญิงบางบุคคลมีลักษณะแพ้ แนวทางแบบนี้ห้ามลืมนะคะ ไม่ใช่เสร็จเสร็จเลย นอนปุ๋ย น้องสาวไม่โอเคแน่นอน

5.เปลี่ยนแปลงนี้เพื่อน้อง
ถือได้ว่าเป็นการดูแลจุดปกปิดที่สำคัญอีกข้อสำหรับผู้หญิงที่กำลังเริ่มจะมีรอบเดือน บางบุคคลบางครั้งก็อาจจะรู้สึกงานยุ่งสักครู่ค่อยลุกไปเปลี่ยนแปลง มิได้นะคะ!! ตอนรอบเดือนจำต้องรู้จักหมั่นเปลี่ยนผ้าอนามัยเป็นประจำทุก 4 – 5 ชั่วโมงไม่สมควรปลดปล่อยให้รู้สึกเปียกชุ่ม เหนียวเหนอะและก็หลังจากนั้นจึงค่อยลุกไปเข้าห้องอาบน้ำ เนื่องจากเลือดจากรอบเดือนจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค กลิ่น แล้วก็แบคทีเรีย ที่สำคัญยังส่งผลให้กำเนิดผื่นผื่น รู้สึกป่วยตัวอีกด้วย นอกนั้น อีกวิธีสำหรับดูแลจุดซ่อนเร้นอำพรางที่สำคัญนอกเหนือจากการเปลี่ยนผ้าอนามัยเป็นประจำก็คือ การงดใช้ผ้าอนามัยที่มีน้ำหอม เนื่องจากถึงจะช่วยทำให้ไม่มีกลิ่นได้ก็จริง แม้กระนั้นสารเคมีจากน้ำหอมกลุ่มนี้จะนำพาความปราชัยให้กับน้องสาวแน่นอน

6.เว้นว่างจากของดอง
แนวทางสำหรับดูแลจุดซุกซ่อนนี้ก็จะตรงกับสำนวนที่ว่า You are what you eat เลยจ๊ะ แน่ๆว่าของกินดองเป็นของโปรดรานของผู้หญิงผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย แม้กระนั้นควรจดจำไว้ด้วยนะคะว่าในของกินกลุ่มนี้มีสารเคมีกระตุ้นการเกิดกลิ่น การตกขาวในตอนที่มีระดู และก็ยังมีผลให้เกิดปฏิกิริยาระคายในมดลูก โดยเว้นเสียแต่กรุ๊ปของกินดองและยังมีอาหารทะเลและก็อาหารตาแห้ง มิได้ห้ามอะไรนะคะ แต่ว่ากินในจำนวนที่เหมาะสม เท่านี้น้องสาวก็ยิ้มแฮปปี้แล้วจ้ะ

7.สมุนไพรป้องกันจุดแอบแฝง
ทราบไหมค่ะว่าการดูแลจุดแอบแฝง ที่ดีอย่างนึงก็คือการใช้สมุนไพรของไทยพวกเราเข้าช่วยนี่แหละ ซึ่งในขณะนี้ก็จะมีอีกทั้งในต้นแบบรับประทาน สูดดม ทา ขายอยู่ตามตลาดเยอะไปหมด แต่ว่าที่จะชี้แนะวันนี้ก็จะมีทับทิม ช่วยสำหรับการยั้งเซลล์ของโรคมะเร็งปากมดลูก รวมทั้งปรับฮอร์โมนสำหรับผู้ที่ใกล้หมดเมนส์ สมุนไพรถัดมาที่ดีกับแนวทางในการดูแลจุดซ่อนเร้นอำพรางก็คือ ว่านชักมดลูก ช่วยเลี้ยงดูการทำงานไม่ดีเหมือนปกติของฮอร์โมนผู้หญิง รอบเดือนมาแตกต่างจากปกติ ขับน้ำคร่ำ และก็รักษาอาการตกขาว รวมทั้งรากสามสิบ ที่สามารถช่วยกระชับช่องคลอด แก้คัน และก็ลดกลิ่น สุดท้ายตังกุยที่มีคุณประโยชน์สำหรับในการแก้ลักษณะของการปวดระดู และก็กระชับกล้ามมดลูก

เป็นไงบ้างขาสำหรับวิธีชำระล้างน้องสาว แล้วก็การดูแลจุดอำพรางที่กิฟฟารีนเอามาฝาก คนใดกันที่เคยมีความประพฤติอะไรที่สุ่มเสี่ยง อ่านและก็อย่าลืมเปลี่ยนแปลงกันด้วยนะคะ เมื่อน้องสาวของพวกเรา สะอาด ที่ไม่มีกลิ่นและก็ไม่มีอันตรายแล้ว ผู้หญิงอย่างพวกเราก็จะมีความเชื่อมั่นและมั่นใจเพิ่มมากขึ้นไปอีกทั้งวัน ส่วนครั้งหลังคนใดกันแน่ต้องการทราบว่าจะมีอะไรดีมาฝากก็อย่าลืมติดตามกันเรื่อยนะคะ รับประกันว่าดี เด็ด ปังแน่ๆ.

Posted on Leave a comment

7 วิธีกินคอลลาเจนให้ได้ผล ผิวขาวใส ฉบับสาววัยเลข 3 ขึ้นไป

เซย์ไฮ เซย์ฮัลโหลจ้ะผู้หญิงเดี๋ยวนี้มีสหายสาวหลายท่านเข้ามาขอความเห็นกับกิฟฟารีนถึงปัญหาเมื่อไปสู่วัย 30+ กันมากไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งปัญหาเรื่องการใช้ครีม การเข้าสถานพยาบาล และก็ที่มากระทั่งตอบไม่ไหวก็คือปัญหาด้านแนวทางรับประทานคอลลาเจน รวมทั้งเจ้าพวกคอลลาเจนหน้าใสจะรับประทานตัวไหนให้สำเร็จกันบ้างน้า.

จะว่าไปแล้วนั้น การกินคอลลาเจนเป็นอะไรที่ตอบปัญหากับผู้หญิงยุคนี้มากมาย เพราะว่านอกเหนือจากจะช่วยในเรื่องสุขภาพแล้ว ยังให้ท่านคุณประโยชน์ในเรื่องความสวยงาม ความเต่งตึง รวมทั้งความอ่อนกว่าวัย ผู้ใดกันรับประทานเป็นก็สามารถได้ผลได้เร็ว แต่ว่าตรงกันข้ามก็จะต้องบอกเลยว่า มีผู้หญิงหลายชิ้นที่ยังกินคอลลาเจนผิดแนวทางและไม่เห็นผล ด้วยเหตุนี้ วันนี้พวกเรามาดูพร้อมเลยดียิ่งกว่าว่าวิธีรับประทานคอลลาเจนให้เห็นผลสำหรับสาว 30+ นั้นเป็นเยี่ยงไร จำเป็นต้องทำแบบไหน ไปดูกันเลย.

แนวทางรับประทานคอลลาเจนให้ได้ประสิทธิภาพที่ดี ควรจะรับประทานตอนท้องว่างหรือก่อนนอน ช่วยทำให้ผิวหน้าเนียนใส

1. คอลลาเจนช่วยผิวใสใส่กินตอนท้องว่าง
คอลลาเจนผิวใสเป็นคอลลาเจนตัวท็อปที่ผู้หญิงวัย 30 + เลือกซื้อเลือกเสิร์ชกันมากที่สุด แม้กระนั้นการจะกินคอลลาเจนผิวใสให้เห็นผลสูงที่สุดนั้นก็จำเป็นต้องบอกเลยว่าควรจะเลือกเวลาสำหรับในการกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่ท้องว่าง หรือข้างหลังประทานของกินไปแล้ว 3 – 4 ชั่วโมง ต้นเหตุก็เนื่องจากว่าตอนที่ท้องว่าง ร่างกายจะสามารถซับคอลลาเจนได้อย่างเต็มความสามารถ และไม่ถูกกรดในกระเพาะทำลาย

นอกเหนือจากนั้นยังมีอีกแนวทางรับประทานคอลลาเจนให้เห็นผลในขณะที่ท้องว่างก็คือตอนก่อนนอน ซึ่งบอกเลยว่าถ้าเกิดกินในระยะเวลานี้จะได้ผลมากมาย เนื่องจากว่าในระหว่างที่พวกเราหลับระบบภายในร่างกายแล้วก็คอลลาเจนที่รับประทานเข้าไปจะทำซ่อมบำรุงส่วนที่ผุพัง และก็ยังมีผลให้ร่างกายเอาสารสกัดจากคอลลาเจนมาใช้ได้อย่างมากอีกด้วย

2. เลือกต้นแบบการกินให้สมควร ผงดียิ่งกว่าเม็ด สามเปปไทด์ซับเร็วกว่า
แนวทางรับประทานคอลลาเจนที่จำเป็นต้องตั้งใจอีกหนึ่งแบบเป็น แบบอย่างและก็ชนิดของคอลลาเจน เพราะเหตุว่าในช่วงเวลานี้คอลลาเจนหน้าใส คอลลาเจนผิวใสมีหลายแบรนด์ รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์ที่ละลานตาไปหมด แต่ว่ากิฟฟารีนขอเสนอแนะเยอะที่สุดก็คือคอลลาเจนแบบผง หรือแบบน้ำ ซึ่งจะมีคุณลักษณะสำหรับการซึมซับเร็วกว่ารูปแบบเม็ด (คอลลาเจนแบบเม็ดใช้เวลาสำหรับเพื่อการละลาย 20 – 30 นาทีร่างกายสามารถเอาไปใช้ได้เลย รวมทั้งอีกทริคสำหรับวิธีรับประทานคอลลาเจนให้เห็นผลก็คือ เลือกซื้อคอลลาเจนสามเปปไทด์ (Collagen Tripeptide) เนื่องจากว่ามีโมเลกุลขนาดเล็กมากมายช่วยทำให้ร่างกายสามารถซึมซับและก็เอาไปใช้งานได้อย่างเร็วมากยิ่งกว่าคอลลาเจนในแบบอย่างอื่นๆ

3. ดับเบิ้ลความสวยสดงดงามใสกินน้ำตามมากๆและก็ทานคู่กับวิตามินซี
เป็นอีกแนวทางรับประทานคอลลาเจนให้เห็นผลที่ผู้หญิงวัย 30 อัพอเพียงปิ้งพวกเราควรปฏิบัติตาม เนื่องจากสารสกัดคอลลาเจนนั้นปรารถนาสารละลายเพื่อช่วยสำหรับเพื่อการซับเข้าระบบต่างๆของร่างกาย ดังนี้ เมื่อพวกเรายิ่งกินน้ำมากมายนอกเหนือจากที่จะทำให้ร่างกายถ่ายของเสียได้ง่าย ดีต่อระบบต่างๆของร่างกายแล้ว ยังช่วยทำให้สามารถดูดซับคอลลาเจนก้าวหน้ามากยิ่งกว่าการดื่มแบบธรรมดา เป็นแรงเสริมให้คอลลาเจนดำเนินการได้เต็มความสามารถรวมทั้งอีกแนวทางรับประทานคอลลาเจนที่ต้องการชี้แนะเพิ่มเติมอีกก็คือ การกินวิตามินซีหรืออาหารเสริม – ของกินที่มีวิตามินซีสูงควบคู่กัน เพราะเหตุว่าวิตามินซีมีส่วนช่วยในวิธีการดูดซับคอลลาเจน และก็ยังช่วยดับเบิ้ลผิวหน้ารวมทั้งผิวกายให้ประกายผ่องใสอีกด้วย

4. อาจคอลลาเจนหน้าใส กับความประพฤติที่จำต้องเลี่ยง
การเลือกรับประทานคอลลาเจนหน้าใส และก็คอลลาเจนผิวใส นอกเหนือจากที่จะช่วยทำให้มองงาม อ่อนวัย มีประกายของผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงแล้ว สิ่งจำเป็นนอกเนือจากการอัดคอลลาเจนไปสู่ร่างกายก็คือการให้ความสนใจกับความประพฤติต่างๆที่อาจจะเป็นผลให้ร่างกายสูญเสียคอลลาเจน ไม่ว่าจะเป็นการพักให้พอเพียง สมดุลกับขณะการทำงานและก็การใช้ชีวิต การหลีกเลี่ยงแสงตะวันและก็มลพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเดินทางและก็ในตอนพักตอนกลางวัน การทานอาหารให้ครบ กลุ่ม ตลอดจนการลดความเคร่งเครียดรวมถึงการคลายเครียดให้ลดน้อยลง อู้วว์ บอกเลยว่าเพียงแค่รู้จักกรรมวิธีรับประทานคอลานเจนให้ถูกแนวทางเพียงอย่างเดียวนั้นยังน้อยเกินไปจริงๆ

5. ค้นหาแหล่งคอลลาเจนจากของกินแล้วก็อื่นๆ
แนวทางรับประทานคอลลาเจนให้สำเร็จนอกจากที่ได้กล่าวผ่านไปแล้วก่อนหน้านี้นั้น ยังมีอีกแบบที่น่าดึงดูดเป็นการกินอาหารที่มีส่วนผสม หรือมีคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบ แม้กระนั้นจดจำไว้ว่าไม่บางทีอาจให้ความสามารถที่เท่ากันกับการกินคอลลาเจนที่มาในลักษณะของสารสกัดที่วางจำหน่ายในห้างทั่วๆไป เป็นเพียงแค่กระบวนการรับประทานคอลลาเจนที่เสริมการทำงานระหว่างกันและกันเพียงแค่นั้น โดยมีอยู่ในของกินประเภทปลาแซลมอน ปลาทูน่าที่มีทั้งยังโปรตีนแล้วก็เป็นแหล่งผลิตคอลลาเจนชั้นยอด อโวคาโดที่ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ เป็นแหล่งคอลลาเจนหน้าใส รวมทั้งรักษาริ้วรอย มะกอกดำ และก็มะกอกเขียว ช่วยรักษาผิวที่หย่อนยานคล้อย แครอท ช่วยผลิตคอลลาเจนให้กับร่างกาย ถั่วต่างๆที่เต็มไปด้วยสังกะสี กรดไฮยาลูรอนิกเป็นแหล่งคอลลาเจนผิวใส ช่วยทำให้ผิวเปียกชื้น และก็มะเขือเทศที่ช่วยปกป้องแสงอัลตราไวโอเลต รวมทั้งสังเคราะห์คอลลาเจน

6. รับประทานให้ได้จำนวนที่พอดิบพอดี
มีผู้หญิงวัย 30 + หลายชิ้นที่ยังขาดการกินคอลลาเจน และก็กินในขนาดที่เกินจำเป็น เนื่องจากว่ามีความเห็นกันว่าจำเป็นต้องกินคราวละมากมายเพื่อสวยพริ้ง แล้วก็ดูดีในขณะที่เร็ว แต้จำเป็นต้องบอกเลยว่า โน่นเป็นแนวทางรับประทานคอลลาเจนที่ไม่ถูกมหันต์ เพราะเหตุว่าที่จริงแล้ว แนวทางรับประทานคอลลาเจนให้เห็นผลควรจะอยู่ที่ 5,000 – 7,000 มก. ถ้าเกิดเกินกว่านี้บอกเลยว่าอันตราย นอกจากนั้น คนใดที่ยังไม่เคยทราบว่าจะเลือกใช้เวลาไหนดี ก็ขอเสนอแนะเลยว่าตื่นรุ่งเช้าปุ๊ปกินปั๊บ และก็ก่อนนอน (ห่างจากมื้อมื้อเย็น 3 – 4 ชั่วโมงรับประทานอีกรอบ ยืนยันว่าตื่นมาสวยพริ้งแน่ๆ

7. เพราะเหตุใดสาว 30 อัพ จะต้องรับประทานคอลลาเจน รับประทานแล้วจะเห็นผลลัพธ์ยังไง
จำต้องบอกเลยว่าผู้หญิงวัย 30+ โดยมากอยู่ในวัยทำงาน ไม่ค่อยมีเวลาแล้วก็มักไม่เอาใจใส่การดูแลตนเอง การกินคอลลาเจนก็เลยเป็นโอกาสที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยอีกทั้งในเรื่องความสวยงาม ผิว แนวทางการทำงานของระบบขับถ่าย สายตา และข้อต่อรวมทั้งกระดูก ส่วนผลสรุปจำนวนมากที่ผู้หญิงได้รับภายหลังจากรับประทานคอลลาเจนก็คือ ผิวที่นุ่มลื่นขึ้นชักชวนสัมผัส การขับถ่ายในเวลาเช้าที่ดียิ่งขึ้น การปวดตามข้อต่างๆที่ลดน้อยลง นอกนั้นยังส่งผลให้ท้องอิ่มไวมากขึ้นเรื่อยๆอีกด้วยล่ะ

ผู้หญิงคนจำนวนไม่น้อยคงจะได้ทราบแนวทางรับประทานคอลลาเจนให้สำเร็จและก็ถูกแนวทางกันไปแล้ว ที่เหลือก็เป็นส่วนของวิธีการสำหรับเลือกซื้อคอลลาเจนสินค้าต่างๆตามแต่ที่ถูกใจ ส่วนคนไหนกันยังไม่เคยทราบว่าจะซื้อแบบไหนทดลองเข้าไปเลือกมองที่กิฟฟารีนออนไลน์จ้ะ

Posted on Leave a comment

วิธีรับมือจากแสงสีฟ้าเพื่อไม่ให้ผิวเสีย

แสงสีฟ้าเป็นยังไง?
แสงสีฟ้า” หรือ Blue Light เป็นแสงสว่างที่มีความยาวคลื่นความถี่สูง แสงสีฟ้านั้นมีอยู่รอบกายพวกเราเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นแสงตะวัน แสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนส์ และก็โดยยิ่งไปกว่านั้นแสงสว่างจากเครื่องมือจอดิจิทัลที่พวกเราใช้กันอยู่ขณะนี้อย่างโทรศัพท์เคลื่อนที่ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์นำพา ซึ่งแสงสีฟ้านี้มีอันตรายต่อดวงตาและก็ผิวพรรณของพวกเราอย่างยิ่ง

อันตรายของแสงสีฟ้าต่อผิวมีอะไรบ้าง?

เมื่อพวกเราโดนแสงสีฟ้าจากเครื่องไม้เครื่องมือจอดิจิทัลที่พวกเราใช้ เจ้าแสงสีฟ้านี้ก็จะไปทำปฏิกิริยากับผิวของพวกเราด้วยการเข้าไปสร้างสารอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวของพวกเราเสื่อมเร็วมากขึ้น ซึ่งมันสามารถทะลุเข้าชั้นผิวได้ลึกจนกระทั่งผิวหนังชั้นแท้ (Dermis) หรือชั้นที่มีคอลลาเจน อีลาสติน อยู่นั่นเองจ้ะ ลองมองความอันตรายที่มีต่อผิวของพวกเรากันเลยดีกว่าจ้ะว่ามีอะไรบ้าง

– กระตุ้นผิวให้กำเนิดจุดด่างดำ ฝ้า เนื่องด้วยแสงสีฟ้าเข้าทำลายถึงชั้นผิวที่มีคอลลาเจนรวมทั้งสร้างสารอนุมูลอิสระแก่ผิว
– 
ทำให้เกราะคุ้มครองผิวอ่อนแอลง สีผิวไม่บ่อยนัก
– 
ก่อกวนรูปแบบการทำงานของฮอร์โมนเมลาโทนินที่จะทำให้พวกเรานอนไม่สนิท แล้วก็จะก่อให้เกิดผลเสียทางอ้อมแก่ผิวของพวกเราได้
จัดการกับแสงสีฟ้า

ต่อกรเช่นไรไม่ให้ผิวเสียจากแสงสีฟ้า?

อันตรายของแสงสีฟ้านั้นมิได้น่าสยดสยองเหมือนอย่างที่คิด จนกระทั่งทำให้พวกเราจำต้องโยนสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตทิ้งไปทันที แต่เพียงเพียงแค่พวกเราจะต้องปรับพฤติกรรมการใช้เจ้าวัสดุเครื่องไม้เครื่องมือดิจิทัลพวกนี้ให้ลดน้อยลงจะดียิ่งกว่าจ้ะ เดอร์มาทิส สถานพยาบาล ก็ขอเสนอขั้นตอนการจัดการแสงสีฟ้าที่พวกเราสามารถทำเป็นกล้วยๆเป็นต้นว่า

– ใส่ฟิล์มถ่ายรูปปกป้อง หรือตัวช่วยกรองแสงสีฟ้าให้กับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือวัสดุอุปกรณ์จอดิจิทัล
– 
ปรับแสงสว่างจอไม่ให้สว่างจ้าจนกระทั่งเกินความจำเป็น
– 
หากิจกรรมยามว่างอื่นๆแทนการจมอยู่กับจอดิจิทัล อย่างเช่น อ่านหนังสือ เล่นกีฬา
– 
หมั่นทาครีมที่เอาไว้ป้องกันแดดที่มีคุณภาพสำหรับเพื่อการปกป้องรักษาผิวบ่อยๆ
– 
ใช้รับประทานสนใจที่มีส่วนผสมของลูทีน เบต้าแคโรทีน ที่จะสามารถกลายเป็นวิตามินเอ ช่วยปกป้องรักษาผิวแล้วก็ลบเลือนหายไปริ้วรอยได้
– 
เลือกใช้รับประทานสนใจที่มีส่วนผสมของวิตามินซี เพื่อกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนให้กับผิว
– 
ใช้ครีมบำรุงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) สูง เพื่อช่วยป้องกันกำแพงผิว
– 
ทำรีเม้นท์รักษาผิวหน้าเพื่อลดความหมองคล้ำ รอยด่างดำ รวมทั้งริ้วรอยกับหมอผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ

ขอบคุณสำหรับข้อมูล:www.wellandgood.com/good-looks/blue-light-technology-harming-skin

Posted on Leave a comment

ทำไมลูกค้า กิฟฟารีน ไฮยาลูรอนอินเทนซีฟ ไวท์เทนนิ่ง พรี-ซีรั่ม ถึงกลับมาซื้อซ้ำกันเยอะมาก

กระแสสินค้ากิฟฟารีน ไฮยาลูรอนอินเทนซีฟ ไวท์เทนนิ่ง พรี-ซีรั่ม ที่ได้สาวอั้มพัชราภา มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเซรั่มไฮยาลูรอน ได้ผลตอบรับจากลุกค้าเป็นจำนวนมาก

จากการวิเคราะห์และสอบถามลูกค้าหลายๆคน ต่างบอกว่า ใช้แล้วผิวหน้าชุ่มชื้น รูขุมขนกระชับขึ้น ริ้วรอยจางลง หลังใช้กิฟฟารีน ไฮยาลูรอนอินเทนซีฟ ไวท์เทนนิ่ง พรี-ซีรั่มหมดขวดแรกก็เห็นผลเลยค่ะ ได้ยินแบบนี้แล้ว  จะไม่ให้ลูกค้า กลับมาซื้อซ้ำ หรือหลงรักใน ไฮยาลูรอนของกิฟฟารีนได้ไง

ยิ่งได้เห็นส่วนประกอบไฮยาลูรอนของกิฟฟารีนแล้ว มาจากไฮยาลูรอนบริสุทธิ์จากธรรมชาติ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน 100% Natural (Ecocert Cosmetic) จากยุโรป มอบความชุ่มชื้นให้คงอยู่กับผิว ช่วยลดเลือนริ้วรอย ให้ผิวตึงกระชับและเรียบเนียนผสานด้วย Flower Extract สารสกัดจากดอกไม้ อันทรงคุณค่าจากประเทศฝรั่งเศส ร่วมกับ Caviar Lime Extract สาร
สกัดมะนาวคาเวียร์ จากประเทศออสเตรเลีย ที่จัดเป็น Natural AHA ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ดูสดใสและเปล่งปลั่งมากขึ้น

มีส่วนผสมของ Sakura Extract สารสกัดจากดอกซากุระ จากประเทศเกาหลี ช่วยยับยั้งกระบวนการเกิด EGEs (Advanced Glycation End Products) จึงช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิว ป้องกันการเกิดริ้วรอย ลดเลือนความหมองคล้ำ ให้ผิวแลดูกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ปราศจากสี และสารกันเสียที่มีส่วนผสมของฟอร์มัลดีไฮด์ พาราเบน และไธอะโชลิโนน ใช้ได้กับทุกสภาพผิวหน้า แถมราคายังไม่แพงอีกด้วย แค่ขวดละ 600 บาท ปริมาณ 27 มล.

คำแนะนำสำหรับสาวอายุ 30 ปีขึ้นไป บอกเลยว่าเหมาะกับสาวๆวัยนี้มากค่ะ เพราะโดยปกติแล้วร่างกายคนเราสามารถสร้าง Hyaluronic acid ได้เอง มีอยู่ทั่วไปตามร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวุ้นในโพรงลูกตา น้ำหล่อลื่น ข้อต่อต่างๆ เนื้อเยื่อ และบริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างอวัยวะและเซลล์นั่นเอง สำหรับประโยชน์ต่อผิวหนังนั้นเจ้ากรดไฮยาลูโรนิกตัวนี้แหละค่ะจะช่วยให้ผิวหนังสามารถเก็บความชุ่มชื้นได้มากกว่าปกติหลายเท่า ทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วย

แต่พอเราอายุมากขึ้น ร่างกายของเราก็จะผลิตกรดไฮยาลูโรนิกน้อยลง ทำให้เริ่มมีริ้วรอย แถมผิวก็แห้งกร้านมากขึ้น กรดไฮยาลูโรนิกนั้นจัดได้ว่า เป็นสารที่ช่วยชะลอความแก่ที่มีประสิทธิภาพดีตัวหนึ่งเลยทีเดียว ฉนั้นถ้าเราไม่อยากมีผิวหน้าที่แก่ก่อนวัย รีบหาเครื่องสำอางค์ที่มีส่วนผสมของไฮยาลูรอนมาบำรุงผิวหน้า โดยเฉพาะไฮยาลูรอนจากกิฟฟารีน ยอดขายอันดับ 1 ด้วยนะคะ  รู้อย่างงี้แล้ว สาวๆควรจะลองใช้กิฟฟารีน ไฮยาลูรอนอินเทนซีฟ ไวท์เทนนิ่ง พรี-ซีรั่ม ดูค่ะ เพื่อผิวหน้าที่อ่อนวัยของเรา

 

 

Posted on Leave a comment

คำแนะนำเบื้องต้นและวิธีระบุผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะกับคุณที่สุด

คุณไม่เคยเด็กหรือแก่เกินไปที่จะเริ่มดูแลผิวของคุณ ในความเป็นจริงการดูแลและการปกป้องผิวควรเป็นส่วนสำคัญของสุขภาพความแข็งแรงและความงามของคุณ ถ้าคุณดูแลผิวของคุณผิวของคุณจะดูแลคุณ! แต่ด้วยโลชั่นครีมและยาปรุงยาทั้งหมดในท้องตลาดอาจเป็นเรื่องยากที่จะทราบว่าผลิตภัณฑ์ใดที่เหมาะกับผิวของคุณ ผลิตภัณฑ์จำนวนมากอ้างว่าช่วยลบริ้วรอยหรือสมานผิวแห้งและอื่น ๆ อ้างว่ามีส่วนผสมราคาแพงซึ่งกล่าวว่าจะช่วยปรับปรุงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ นี่คือคำแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวขั้นพื้นฐานในท้องตลาดและวิธีที่คุณสามารถระบุได้ว่าผลิตภัณฑ์ใดจะเหมาะกับคุณที่สุด

ดูผลิตภัณฑ์กิฟฟารีน

มีผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหลายประเภทที่อาจเป็นประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับการดูแลผิวประจำวันของคุณ ซึ่งรวมถึงน้ำยาทำความสะอาดครีมกันแดดมอยส์เจอร์ไรเซอร์ครีมบำรุงรอบดวงตาโทนเนอร์สารขัดผิวเรตินอยด์สมุนไพรและอาหารเสริมบำรุงผิว

โทนเนอร์: โทนเนอร์ผิวมีคุณสมบัติในการทำความสะอาดผิวเป็นพิเศษซึ่งช่วยขจัดน้ำมันสิ่งสกปรกและเครื่องสำอาง แต่ถ้าผิวของคุณแห้งให้หลีกเลี่ยงการใช้โทนเนอร์หรือใช้ไม่บ่อย ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเหล่านี้มักมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรืออะซิโตนและอาจทำให้ผิวแห้งหรือแพ้ง่ายรุนแรงขึ้น

ครีมกันแดดกิฟฟารีน: ครีมกันแดดเป็นผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นสำหรับการดูแลและปกป้องผิวของเรา ในขณะที่ความจริงแล้วการได้รับแสงแดดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายในการสังเคราะห์วิตามินดี แต่คุณต้องใช้เวลาเพียง 10-15 นาทีต่อวันในการทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ การได้รับแสงแดดมากเกินไปอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิวหนังซึ่งนำไปสู่ความเสียหายซึ่งอาจทำให้เกิดจุดสีน้ำตาลมะเร็งผิวหนังผิวหนังแห้งและริ้วรอยก่อนวัย ไม่สำคัญว่าผิวของคุณจะขาวหรือคล้ำสีผิวทั้งสองอาจเกิดความเสียหายได้หากสัมผัสกับแสงแดดมากเกินไป ป้องกันความเสียหายจากแสงแดดและลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาผิวด้วยการทาครีมกันแดดในปริมาณที่พอเหมาะกับครีมหรือโลชั่น SPF 15 เป็นอย่างน้อยทุกวัน ครีมบำรุงผิวจำนวนมากมาพร้อมกับครีมกันแดดที่รวมอยู่แล้ว

Retinoids: ผลิตภัณฑ์จากวิตามินเอเฉพาะที่เรียกว่า Retinoids มีความก้าวหน้าอย่างมากในการลดเลือนริ้วรอยและริ้วรอย ช่วยทำให้บริเวณริ้วรอย “อวบอิ่ม” ชั่วคราวและลดการมองเห็น

น้ำยาทำความสะอาด: น้ำยาทำความสะอาดช่วยขจัดสิ่งสกปรกเศษมลภาวะและเหงื่อที่สะสมบนผิวของคุณตลอดทั้งวัน น้ำยาทำความสะอาดเหล่านี้อาจมาในรูปแบบของเหลวโฟมหรือแบบแท่ง

กิฟฟารีนครีมบำรุงรอบดวงตา: ครีมบำรุงรอบดวงตาสามารถช่วยปรับปรุงสภาพผิวบอบบางรอบดวงตาได้ ช่วยให้ความชุ่มชื้นและปกป้องบริเวณรอบดวงตาและอาจช่วยลดความหมองคล้ำหรือทำให้ริ้วรอยตึงขึ้นชั่วคราว

การขัดผิว: การใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์และน้ำยาทำความสะอาดช่วยปรับปรุงลักษณะของผิวโดยการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วบนพื้นผิว สิ่งเหล่านี้อาจช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนและแม้กระทั่งการเปลี่ยนสีจากการสัมผัสกับแสงแดดมากเกินไป เมื่อเราอายุมากขึ้นผิวหนังจะสร้างเซลล์ผิวที่ตายแล้วซึ่งทำให้เราดูแก่ก่อนวัยมีผิวหยาบกร้านและมีริ้วรอยหรือริ้วรอยปรากฏขึ้น ผิวของคุณดูมีสุขภาพดีและอ่อนเยาว์โดยการขัดผิวทุกวันพร้อมทั้งรู้สึกถึงความสะอาดและสดชื่น

อาหารเสริม: โคเอนไซม์คิวเท็นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระระดับเซลล์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการป้องกันและรักษาโรคต่างๆเช่นโรคหัวใจโรคพาร์คินสันโรคเบาหวานและมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ยังใช้ในผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นหลายชนิดเพื่อคุณสมบัติในการลดเลือนริ้วรอย

สมุนไพร: ชาเขียวและสารต้านอนุมูลอิสระจากสมุนไพรอื่น ๆ สามารถใช้ทาหรือรับประทานเพื่อต่อต้านความเสียหายจากอนุมูลอิสระและปรับปรุงลักษณะโดยรวม

มอยส์เจอร์ไรเซอร์: มอยส์เจอไรเซอร์สามารถบรรเทาผิวแห้งและทำให้ริ้วรอยน้อยลง มาในรูปแบบครีมโลชั่นและน้ำมัน มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันเหมาะสำหรับผิวแห้งอย่างรุนแรงในขณะที่ครีมหรือโลชั่นเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับผิวหน้าเนื่องจากจะทำให้ใบหน้ารู้สึกหนักและมันน้อยลง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีควรใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ทันทีหลังอาบน้ำเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นเข้าสู่ผิวของคุณ

การระบุฉลากส่วนผสม

คุณอาจสงสัยว่าทำไมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวถึงมีระบบการติดฉลากที่สับสนเช่นนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้รับคำขอจำนวนมากในแต่ละปีให้ถอดรหัสภาษาของฉลากเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล แต่ในขณะที่ FDA ให้ความสำคัญกับผู้บริโภค แต่ก็ไม่มีวิธีใดที่จะเปลี่ยนฉลากและรักษาข้อมูลให้ถูกต้องได้ ส่วนผสมจะต้องมีชื่อทางเคมีระบุไว้เพราะโดยพื้นฐานแล้วมันคืออะไร แม้ว่าผลิตภัณฑ์อาจวางตลาดโดยใช้ชื่อทางการค้า แต่ชื่อที่ติดฉลากจะให้เบาะแสเล็กน้อยในการระบุส่วนผสม แต่แม้จะมีภาษาทางเทคนิคของฉลากผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล แต่ก็สามารถรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ การติดฉลากส่วนผสมต้องแสดงตามลำดับตามปริมาณที่รวมอยู่ในสูตร ในฐานะผู้บริโภคคุณสามารถเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกันได้โดยดูว่ามีส่วนผสมใดบ้างในรายการ ตัวอย่างเช่นหากคุณมีผิวแพ้ง่ายคุณอาจต้องการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์ที่ระบุว่าเป็นส่วนผสมแรกที่มีแอลกอฮอล์อยู่ในรายการสุดท้าย

การบำรุงผิวของเราทุกวันมีความสำคัญพอ ๆ กับการดูแลสุขภาพของเรา ดังนั้นในครั้งต่อไปที่คุณต้องการผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอย่าลืมดูฉลากส่วนผสมและพิจารณาประเภทของสูตรการดูแลผิวที่อาจช่วยให้คุณดูดีที่สุด

 

Posted on Leave a comment

สิ่งที่คุณต้องรู้ในการดูแลผิวตามชาติพันธ์

เป็นที่ทราบกันดีมานานแล้วว่าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากกิฟฟารีนตามชาติพันธุ์มีน้อยมากในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางกระแสหลักที่สามารถจัดการกับสีผิวได้อย่างเหมาะสม ดูเหมือนว่าผลิตภัณฑ์เกือบทุกอย่างที่คิดค้นขึ้นสำหรับผิวของเราในตลาดกลุ่มชาติพันธุ์นั้น แห้งเกินไป ระคายเคืองเกินไป มันเยิ้มเกินไป หรือเรียบง่ายเกินไป

อะไรทำให้ผู้กำหนดสูตรผลิตภัณฑ์เหล่านี้คิดว่าผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะช่วยผิวของเราได้? ใครจะสงสัยว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ มีความหวังหรือไม่?

เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่จะพูดว่า ‘ใช่’ มีอยู่ เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากชาติพันธุ์ตามธรรมชาติ หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นพิษ เรารู้ดีว่าผิวของเราบอบบางแค่ไหนดังนั้นสิ่งแรกที่เราต้องทำคือหลีกเลี่ยงการดูแลผิวที่เต็มไปด้วยสารเคมีและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลเช่นโรคระบาด

ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าทำลายล้างผิวของเราได้หลายวิธี น่าเสียดายที่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เริ่มอิ่มตัวและมีอิทธิพลเหนืออุตสาหกรรมเครื่องสำอางมาระยะหนึ่งแล้ว

ทั้งในตลาดการดูแลส่วนบุคคลตามชาติพันธุ์และตลาดการดูแลส่วนบุคคลที่เป็นกระแสหลักยังมีอีกมากที่ต้องการ ถึงตอนนี้คุณอาจมีความคิดที่ดีว่าทำไมจึงไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลส่วนใหญ่สำหรับผิวสีที่บอบบาง ไม่ต้องกังวลผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลจากธรรมชาติคือคำตอบ

การดูแลผิวตามธรรมชาติ: สมุนไพรสร้างความแตกต่างสำหรับผิวชาติพันธุ์

เมื่อพูดถึงการดูแลผิวตามธรรมชาติสมุนไพรที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์อาจส่งผลดีอย่างมากต่อผิวของกลุ่มชาติพันธุ์ มีความแตกต่างพื้นฐานในวิธีการดูแลผิวด้วยสมุนไพรและการดูแลผิวแบบเดิม ๆ

สมุนไพรเองไม่เพียง แต่มีส่วนประกอบที่ออกฤทธิ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีส่วนประกอบที่ออกฤทธิ์อีกมากมายที่ให้สารอาหารที่จำเป็นต่อผิว สารประกอบหลายชนิดเหล่านี้ทำงานร่วมกันสามารถแก้ไขปัญหาผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพจากทุกมุม

อย่าลืมว่าเซลล์พืชและเซลล์ของมนุษย์เข้ากันได้ดี ทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าสมุนไพรไม่เพียงรักษาอาการเท่านั้น แต่ยังเป็นสาเหตุพื้นฐานของผิวหนังหรือสภาพสุขภาพที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสมุนไพรมีความอ่อนโยนมากกว่าในธรรมชาติไม่เพียง แต่กับผิวหนังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงร่างกายโดยรวมด้วย สามารถนำมาประกอบกับการที่สมุนไพรถูกสกัดเป็นสารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สมุนไพรมีความอ่อนโยนและไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นพิษต่อผิวหนัง

สิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผิวสีเนื่องจากมีปฏิกิริยาตามธรรมชาติมากกว่าผิวส่วนอื่น ๆ และต้องการการรักษาที่อ่อนโยนและมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่าพลาดเรื่องนี้การดูแลผิวด้วยสมุนไพรอาจอ่อนโยนกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีประสิทธิภาพน้อยลง คุณจะต้องประหลาดใจ!

จำไว้ว่า 60-70% ของสิ่งที่คุณใส่ลงบนผิวของคุณมีความสามารถในการเจาะรูขุมขนและสุดท้ายจะไปอยู่ในกระแสเลือดของคุณ หากคุณจะใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองสภาพผิวของคุณทำไมไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพตามธรรมชาติด้วยล่ะ?

ผลิตภัณฑ์กิฟฟารีนจากธรรมชาติไม่ว่าจะซื้อหรือทำเองที่บ้านจากส่วนผสมจากธรรมชาติควรเป็นทางเลือกที่ต้องการก่อนที่ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลทั่วไปจะถูกแสวงหาจากอุตสาหกรรมเครื่องสำอางกระแสหลัก

สมุนไพรเทียบกับยาแผนปัจจุบันในอุตสาหกรรมการดูแลผิว

ยาแผนปัจจุบันที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกระแสหลักหรือทั่วไป (รวมถึงเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์กรดซาลิไซลิกกรดโคจิก ฯลฯ ) ผลิตในห้องปฏิบัติการและผลิตในปริมาณมากในโรงงาน

ก่อนที่จะถึงคนทั่วไปยาเหล่านี้ได้รับการทดสอบกับผู้ใช้จำนวนมาก ความรู้ที่เป็นพื้นฐานของอุตสาหกรรมการดูแลผิวทั่วไปหรือกระแสหลักนั้นมาจากผลการทดลองและการสังเกต

ในระดับนั้นการรักษาด้วยสมุนไพรยังได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งสะสมมาหลายชั่วอายุคนและข้ามวัฒนธรรมดังนั้นคุณค่าของพวกเขาจึงเป็นที่รู้จักกันดี

ความจริงที่น่าเสียดายก็คือวิธีการทดสอบการรักษาความงามด้วยสมุนไพรนั้นไม่ได้มีความละเอียดถี่ถ้วนและเข้มงวดเท่ากับการทดสอบในอุตสาหกรรมความงามกระแสหลัก

เงินจำนวนมากถูกนำไปใช้ในการวิเคราะห์ยาแผนปัจจุบัน (ยังมีอยู่ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจำนวนมาก) เพื่อให้สามารถสร้างหลักฐานสำหรับประโยชน์ของการรักษาด้วยสมุนไพรได้ ในตลาดยาแผนปัจจุบันและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลทุกอย่างเกี่ยวกับเงิน

กิฟฟารีนไฮยาผู้ผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกระแสหลักมีประสิทธิภาพน้อยกว่ามากในการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เป็นธรรมชาติและเป็นธรรมชาติมากกว่าการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ผิดธรรมชาติและไม่ปลอดภัย

โปรดจำไว้ว่าการรักษาด้วยสมุนไพรมีความแตกต่างกันตรงที่ส่วนผสมที่ซับซ้อนของสารประกอบที่ใช้งานอยู่หลายชนิด สารออกฤทธิ์เหล่านี้ทำงานร่วมกันเพื่อรักษาผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและยากที่จะแยกออกจากกันการทำซ้ำและการวัดผลเป็นงานที่ยากสำหรับผู้กำหนดสูตรหลัก

เตือนหนึ่งคำ

เมื่อเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากสมุนไพรสำหรับผิวคล้ำของเราเรายังคงต้องระมัดระวังเพราะเห็นแก่ผิวของเรา ระวัง บริษัท ที่เสนอขายผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหรือผมที่เรียกว่า ‘ธรรมชาติ’ ‘สมุนไพร’ และ ‘ออร์แกนิก’ และจริงๆแล้วพวกเขาไม่ใช่!

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้อาจมีส่วนผสมออร์แกนิกและ / หรือจากธรรมชาติเพียงหนึ่งสองหรืออาจถึงสามอย่างในผลิตภัณฑ์ทั้งหมดตามหรือนำหน้าด้วยส่วนผสมทางเคมีเช่นสารแต่งสีสารกันบูดสารกันบูดสารเพิ่มความข้น , pH balancers, น้ำหอมและอื่น ๆ โปรดอ่านฉลากอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ผิวของคุณจะขอบคุณ

ท้ายสุด

ผิวคล้ำควรได้รับการดูแลอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะจุดแข็งและจุดอ่อนของผิวของเรา เมื่อเราเข้าใจสิ่งนี้แล้วเราสามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยสมุนไพรธรรมชาติและหลีกเลี่ยงการเกิดซ้ำของปัญหาผิวที่มากเกินไป เราสามารถเริ่มต้นด้วยการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผิวคล้ำที่สวยงามของเรา (คุณเป็นเพราะคุณกำลังอ่านบทความนี้)

ขั้นแรกหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ไม่ดีต่อสุขภาพและผิดธรรมชาติรวมอาหารที่สดใหม่และอุดมด้วยสารอาหารในอาหารของเราและใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวตามชาติพันธุ์ที่ออกแบบมาสำหรับ ‘เรา’ (แม้ว่าคุณจะต้องทำเองก็ตาม) ไปค่ะ

Posted on Leave a comment

วิธีมาส์กหน้าแบบผิดๆ ควรแก้ด่วนก่อนหน้าพัง

กลับมาพบกันอีกแล้วนะผู้หญิงคอมมูนิตี้ คราวนี้ขอมาเอาอกเอาใจผู้หญิงที่ถูกใจบำรุงผิว โดยยิ่งไปกว่านั้นผู้หญิงที่ชอบพอ การมาส์กหน้า’ ไม่ว่าจะเป็นการมาส์กหน้าขาวใส หรือ มาส์กหน้าเพิ่มความชื้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่บรรเทา และก็งามได้ในขณะเดียวกัน แม้กระนั้นทราบไหมว่าวิธีที่ผู้หญิงทำอยู่นั้นบางทีก็อาจจะเป็นแนวทางที่ไม่ถูก จากที่การมาส์กหน้าจะได้ผลลัพธ์สุดเพอร์เฟกต์แก่ผิวหน้า เปลี่ยนไปเป็นตรงกันข้ามซะแบบนั้น

วันนี้กิฟฟารีนก็เลยขอมากระซิบบอกเตือน แนวทางมาส์กหน้า’ แบบไม่ถูกเขียนเป็นเช็กลิสต์ต้องห้าม แถมด้วยกลเม็ดดีสำหรับการมาส์กหน้าให้สวยด่วน ต้องการรู้แล้วก็ตามมาเลย!

1.หยุดการมาส์กหน้า ถ้าหากยังไม่สะอาด
วิธีการมาส์กหน้าที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การเลือกมาส์ก หรือการใช้มาส์กราติดอยู่สูงนะคะผู้หญิงแม้กระนั้นอยู่ที่วิธีการจัดแจงผิวหน้าให้สะอาดนั่นเอง กระบวนการทำความสะอาดผิวหน้าก่อนที่จะมีการมาส์กหน้าจะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกบนผิวหน้ารวมทั้งรูขุมขน ยิ่งไปกว่านี้ยังช่วยเปิดรูขุมขนให้พร้อมรับของกินผิวจากการมาส์กหน้าได้อย่างเต็มเปี่ยม โดยเหตุนี้อย่าลืมที่จะล้างหน้าล้างตาให้สะอาดก่อนจะมีการมาส์กหน้า รวมทั้งที่สำคัญข้อห้ามลืมเด็ดขาดมันก็คือ ห้ามมาส์กหน้าทับเครื่องสำอางค์เด็ดขาด เพราะว่านอกเหนือจากจะมีผลให้ของกินผิวจากมาส์กไปไม่ถึงผิวเต็มกำลังแล้ว ยังเสี่ยงมีการตันจากเมคอัพได้อีกด้วย

2. หยุดการมาส์กหน้า หากยังไม่รู้จักปัญหาผิว
มาส์กตัวนั้นก็ดีแล้ว มาส์กตัวนี้ก็เด็ด จำต้องบอกเลยว่าคุณอาจจะเสียเงินเสียทองไม่ หากมัวแต่ซื้อมาส์กตามรีวิว โดยมิได้พินิจปัญหาแล้วก็ความอยากของผิวอย่างเอาจริงเอาจัง การมาส์กหน้าที่ดีจำเป็นที่จะต้องช่วยแก้ปัญหาผิวได้อย่างถูกจุด เนื่องจากผิวแต่ละคนมีปัญหาที่ต่างกัน วิธีการมาส์กหน้าก็จะแตกแต่งกัน รวมทั้งสินค้าที่ใช้ด้วย อาทิเช่นสาวผิวมัน ที่มีปัญหาเรื่องสิวบางทีอาจจะเหมาะสมกับการมาส์กหน้าด้วยมาส์กโคลน เพื่อมองดูดซับความมันรวมทั้งสิ่งสกปรก ขอชี้แนะว่าควรจะทำราวๆอาทิตย์ละ ครั้ง พร้อมกันกับการใช้มาส์กแบบแผ่น ส่วนสาวที่มีผิวที่ซึ่งเป็นผิวแห้งก็จะย้ำใช้มาร์คแบบแผ่น รวมทั้งปิดท้ายด้วย sleeping mask ก่อนนอนเพื่อเป็นการมาส์กหน้าได้เพิ่มความชื้นให้แก่ผิวหน้า แล้วก็ใช้มาส์กโคลนอาทิตย์ละครั้งก็พอเพียงแล้ว

3. หยุดการมาส์กหน้า หากจะทิ้งข้ามคืน
อีกหนึ่งความเชื่อถือเกี่ยวกับการมาส์กหน้าที่เชื่อกันมาแบบไม่ถูกเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมันก็คือ ยิ่งทิ้งมาส์กไว้บนหน้านาเท่าไร ยิ่งดีเพียงแค่นั้น ขอบอกเลยว่าเป็นแนวทางมาส์กหน้าที่ผิดแบบสุดๆด้วยเหตุว่าข้อเท็จจริงแล้วมาส์กแต่ละชนิดรวมทั้งแต่ละแบรนด์มีคำเสนอแนะสำหรับการใช้แตกต่างไป ดังนั้นถ้าเกิดปรารถนามาส์กหน้ากิฟฟารีนให้เห็นผลน่าจะปฏิบัติตามคำเสนอแนะ แล้วก็กรรมวิธีการมาส์กหน้าที่เจาะจงเอาไว้ก็จะยอดเยี่ยม แล้วก็ขอเตือนสำหรับผู้หญิงที่ถูกใจติดแผ่นมาส์กหน้า แล้วทิ้งเอาไว้ข้ามคืน หวังว่าตื่นมาจะงามเป๊ะ แต่ว่าความเป็นจริงแล้วหากพวกเราทิ้งมาส์กไว้เป็นระยะเวลาที่นานเกินกว่าไปบางทีอาจมีผลตรงกันข้ามมากยิ่งกว่า เพราะว่าแทนที่จะเป็นการมาส์กหน้าเพิ่มความชื้น กลายเป็นว่าผิวหน้าแห้งกว่าเดิม เพราะแผ่นมาส์กที่แห้งแล้วจะซับความสดชื่นจากผิวหน้าของพวกเรากลับไป ฉะนั้นต้องระมัดระวังเอาไว้ให้มากมายอย่างยิ่งจริงๆ

4. หยุดการมาส์กหน้า ถ้าเกิดจะใช้ซ้ำ
รู้เรื่องว่าในช่วงชีวิตข้างหลัง COVID-19 ที่จำต้องกลับมาแบบ NEW NORMAL บางทีอาจจะจะต้องมีการรัดสายรัดเอวกันบ้าง แม้กระนั้นเนื่องจากจะต้องงามด้วย ออมด้วย ผู้หญิงบางบุคคลก็เลยเลือกแนวทางการมาส์กหน้าแบบใช้ซ้ำ ในซองยังมีเอสเซนส์ของกินผิวอีกมากมาย เอามาร์คเก่าลงไปแช่แล้วก็ใช้ซ้ำก็อาจช่างเถอะ แต่ว่าขอเตือนเลยว่าห้ามทำเด็ดขาด !

เพราะเหตุว่าการมาส์กหน้าโดยใช้มาส์กซ้ำ อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อยู่บนหน้าลงไปแปดเปื้อนกับแผ่นมาส์ก และก็ไปเติบโตในเอสเซนต์ของพวกเรา รวมทั้งการนำมาส์กหน้ามาใช้ซ้ำอาจจะเป็นผลให้หน้างามจะต้องกำเนิดปัญหาขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นหากรู้สึกเสียดายเอสเซนส์ที่ยังอยู่ในซอง ชี้แนะให้เทออกมา แล้วเพิ่มแนวทางการมาส์กหน้าด้วยการตบเอสเซนต์ นวดลงไปบนผิว หรือถ้าเกิดยังเหลือเอสเซนส์อีกมากมายก็เอาไปทาผิวตัวก็เก๋อยู่นะ

5. หยุดการมาส์กหน้า ถ้าเกิดไม่บำรุงต่อ
ผู้หญิงคนไม่ใช่น้อยบางครั้งก็อาจจะรู้สึกว่าการมาส์กหน้าเป็น one stop service ทำขั้นตอนเดียวก็งามได้เลย แม้กระนั้นข้อเท็จจริงแล้วคุณกำลังคิดผิด เพราะเหตุว่าแนวทางการมาส์กหน้าเป็นเพียงแค่ขั้นตอนหนึ่งสำหรับเพื่อการบำรุงผิวทั้งสิ้น ขอชี้แนะว่าภายหลังจากการมาส์กหน้าแล้วควรจะบำรุงผิวต่อด้วยเอสเซนส์ หรือครีมที่ใช้อยู่แล้วเสมอๆพร้อมๆกันด้วย เพื่อสารบำรุงเข้มข้นได้ไปสู่ผิวอย่างลึกล้ำ ผิวจะได้เป๊ะปังลัง แบบไม่มีอะไรมากั้น !

6.แนวทางการมาส์กหน้า งามเร่งรัด ฉบับเร่งด่วน
ผู้ใดกันว่าความงามเสกมิได้ ขอบอกเลยว่าความงามเสกได้ งามสั่งได้เพียงแค่มีตัวช่วยดีอย่าง การมาส์กหน้า’ ยืนยันได้ว่างามในชั่วช้าข้ามคืนแน่ๆ แนวทางการมาส์กหน้าเริ่มด้วยกระบวนการทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดสะอ้าน บางครั้งอาจจะเพิ่มสเต็ปการขัดผิวหน้าไปด้วยก็ได้ไม่ว่ากันหากเวลายังเหลือ ต่อด้วยการใช้มาส์กโคลนเพื่อชำระล้างรูขุมขน เปิดรับของกินผิวได้อย่างมาก และก็หลังจากนั้นจึงค่อยมาสู่กระบวนการมาส์กหน้าต่อไปโน่นได้แก่การใช้มาส์กแบบแผ่นเพื่อของกินผิวเข้มข้นซึมไปสู่ผิวอย่างลึกล้ำ ภายหลังมาส์กเสร็จ ก็เบาๆนวดหน้าอย่างเบามือเพื่อเอสเซนส์ซึมสู่ผิว ก่อนบำรุงด้วยครีมตามเดิมที่ใช้ และก็จบท้ายด้วย sleeping mask การันตีว่าตื่นเช้าตรู่มาเริ่ดแน่ๆ!

แต่ว่าหากแนวทางการมาส์กหน้าข้างต้นมันช่างมากมาย และไม่ได้มีเวลามากมายขนาดนั้นสำหรับเพื่อการเตรียมความพร้อม กิฟฟารีนชี้แนะแนวทางมาส์กหน้าด้วย sleeping mask ก่อนนอน และก็พอเพียงตื่นตอนเช้ามาก่อนที่จะบำรุงผิวก่อนเสริมสวย ขอให้เพิ่มการมาส์กหน้าอีกรอบด้วยมาส์กหน้าชนิดให้ความชื้นอย่างเร็ว โดยมาส์กชนิดนี้จะใช้เวลาสำหรับการมาส์กไม่เกิน 5-7 นาที จากนั้นก็สามารถบำรุง และก็แต่งหน้าทาปากต่อได้เลย