Posted on Leave a comment

แสงไฟสีฟ้าจากหน้าจอมือถือและแท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ เสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม

เว้นเสียแต่อันตรายจากรังสีรังสียูวี (UV) ในแดดที่พวกเราจะต้องประมือด้วยทุกวี่ทุกวันแล้ว แสงสว่างอีกจำพวกที่น่าสยดสยองรวมทั้งอยู่ใกล้ตัวเราในชีวิตประจำวัน แม้กระนั้นผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยยังไม่ตระหนักถึงอันตรายอย่างยิ่งนัก เป็นแสงสว่างจากเครื่องใช้ไม้สอยดิจิทัลต่างๆไม่ว่าจะเป็นแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ แสงสว่าง แอลอีดี จากจอสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต แล้วก็โทรทัศน์จอแบน แสงสว่างที่เครื่องไม้เครื่องมือกลุ่มนี้ปลดปล่อยออกมามีชื่อเรียกกล้วยๆว่า แสงสีสีน้ำเงิน

แสงสีสีน้ำเงิน (Blue Light) หรือแสงสว่างพลังงานสูงที่เห็นได้ (High-energy Visible Light: HEV) เป็นเยี่ยมในเจ็ดของสเป็คตรัมแสงสีรุ้งกินน้ำที่ประกอบไปด้วยสีม่วง คราม สีน้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง อย่างที่พวกเรามองเห็นฟ้าเป็นสีฟ้าก็เพราะว่าแสงสว่างนี้นั่นเอง แสงสีสีน้ำเงินมีคลื่นความยาวราว 400-500 นาโนเมตร เป็นคลื่นความยาวที่สั้นที่สุด พลังงานสูงที่สุด นอกเหนือจากที่จะมีอยู่ในแสงตะวันรวมทั้งยังมีอยู่ในประดิษฐกรรมที่มนุษย์ทำขึ้นด้วย

หน้าจอประสาทตาเสื่อม

แสงสีสีน้ำเงินประยุกต์ใช้ในวัสดุอุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อเพิ่มความสว่างแล้วก็ความชัดของจอ หากว่าแสงสีสีน้ำเงินที่สังเคราะห์ขึ้นจะเป็นส่วนเล็กเมื่อเทียบกับแสงสว่างที่ปลดปล่อยโดยตรงมาจากพระอาทิตย์ แม้กระนั้นการใช้แรงงานเครื่องไม้เครื่องมือดิจิทัลพวกนี้เสมอๆอย่างสม่ำเสมอนับเป็นเวลาหลายปีสามารถทำให้เกิดผลเสียโดยตรงต่อสายตา เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆดังต่อไปนี้

เสี่ยงหน้าจอประสาทตาเสื่อม

ในระยะยาวดวงตาที่รับแสงสีสีน้ำเงินเยอะเกินไปสามารถส่งผลให้เกิดการเสื่อมของศูนย์กลางเรตินา การค้นคว้าวิจัยทางด้านการแพทย์เปิดเผยว่าแสงสีสีน้ำเงินสามารถแทรกผ่านสารสีที่เจอในตาและก็ทำให้เป็นอันตรายต่อดวงตารอบๆเซลล์ที่ศูนย์กลางเรตินา โดยจะเข้าไปลดความเข้มข้นของสารสี กำเนิดเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงให้หน้าจอประสาทตาเสื่อมเมื่อแก่มากเพิ่มขึ้น ที่สำคัญโรคนี้อันตรายถึงขนาดตาบอดได้เลย นอกจากนั้นสถาบันโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อมในคนวัยแก่ยังแถลงการณ์ว่า แสงสีสีน้ำเงินบางทีอาจเป็นตัวรีบให้กำเนิดโรคนี้ก่อนวัยอันควรจะ จากที่ธรรมดาเจอในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

ดวงตาล้าจากการจ้องจอ

เมื่อใดก็ตามจ้องหน้าหน้าจอ ดวงตาของมนุษย์จะต้องทำงานมากจากการเล็งมองดูภาพที่ประกอบขึ้นมาจากพิกเซลเล็กที่สั่นไหวอยู่เสมอทุกวินาที รวมทั้งเพราะว่าคุณลักษณะของแสงสีสีน้ำเงินที่มีคลื่นความยาวสั้นที่สุด ทำให้ผู้กระทำระจายของแสงสว่างสูงยิ่งกว่าแสงสีอื่นๆนำมาซึ่งการทำให้ระบบสายตาดำเนินงานทุกข์ยากลำบากและก็จุดโฟกัสภาพบนหน้าจอได้ยาก ความแหลมคมชัดของภาพก็เลยน้อยลงแล้วก็ทำให้ตาเพลีย นอกจากนั้นบางทีอาจตามมาด้วยลักษณะของการปวดไหล่ ปวดศีรษะ เคืองที่ตา เจ็บตา ตาฝ้าหรือเห็นภาพซ้อน ตาหวั่นไหวต่อแดด ร้องไห้ ตาแห้ง และก็ดูภาพคลุมเครือได้ด้วย

นาฬิกาชีวิตผิดเพี้ยน

การโดนแสงสีน้ำเงินในตอนกลางวันจะก่อให้รู้สึกขะมักเขม้น ช่วยในศึกษา การเขียนจำ แล้วก็จิตใจเบิกบานขึ้น แต่ว่าตรงกันข้าม การโดนแสงสีน้ำเงินในเวลากลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ทำงานกลางคืนหรือปิดไฟเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2-3 ชั่วโมงก่อนนอน จะมีผลเสียต่อการตื่นและก็การนอนได้มาก อาจจะส่งผลให้จำเป็นต้องพบเจอภาวการณ์นอนไม่หลับ รวมทั้งกำเนิดอาการอ่อนล้าในเช้าตรู่วันต่อไป

งานศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทดลองด้วยการเปรียบเทียบผลพวงจากการโดนแสงสีน้ำเงินกับแสงสีเขียวที่มีคลื่นความยาวในระดับต่อจากแสงสีสีน้ำเงินเพียงแค่แถบเดียวตรงเวลา ชั่วโมงครึ่ง พบว่าฮอร์โมนเมลาโทนินที่มีบทบาทควบคุมนาฬิกาชีวิตจะถูกยั้งโดยแสงสีสีน้ำเงิน แล้วก็นำมาซึ่งความเคลื่อนไหวของนาฬิกาชีวิตในกรุ๊ปผู้ทดลองเป็นสองเท่าของแสงสีเขียวอย่างยิ่งจริงๆ

สุขภาพตาที่ดีสร้างได้ง่ายๆ

การหลีกเลี่ยงแสงสีสีน้ำเงินที่มีอยู่เกือบทุกที่อาจจะเป็นได้ยาก โดยยิ่งไปกว่านั้นในขณะนี้ที่ทุกคนต่างมีโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเหตุที่ สำหรับการดำเนินชีวิต การเปลี่ยนแปลงการกระทำตนเองกล้วยๆเพียงแต่ไม่กี่ข้อต่อไปนี้บางทีอาจช่วยยืดอายุของสุขภาพสายตาให้อยู่กับพวกเราได้นานเพิ่มขึ้น

1. ไม่จ้องหน้าหน้าจอใกล้เหลือเกิน ควรจะรักษาระยะห่างที่โดยประมาณ 20-26 นิ้ว หรือในระยะซึ่งสามารถเหยียดหยามแขนตรงออกไปสัมผัสจอได้ ซึ่งจะเป็นระยะที่สบายต่อสายตา
2. ปรับจอคอมพิวเตอร์ให้ข้างหน้า ไม่เอียงซ้ายหรือขวา และก็อยู่ในระดับที่ถือว่าต่ำกว่าสายตาโดยประมาณ 10-15 องศา แล้วก็เงยหน้าจอขึ้น 10-15 องศา เพื่อคุ้มครองป้องกันอาการเมื่อยล้าคอและก็ไหล่จากการนั่งไม่ถูกท่า
3. ใช้สูตร 20-20-20 แนวทางผ่อนคลายของกล้ามเนื้อสำหรับในการเพ่งดูของดวงตาที่หมอสายตาต่างเสนอแนะ ทำเป็นกล้วยๆโดยการหยุดพักสายตาตรงเวลา 20 วินาที ทุกๆ20 นาที ด้วยการ มองไกลออกไป 20 ฟุต แนวทางแบบนี้ยังกระตุ้นให้พวกเรากระพริบตาเพื่อเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงที่ดวงตาด้วย เพราะเหตุว่าการจ้องมองคอมเป็นระยะเวลานานมักทำให้ลืมกระพริบตาไปโดยปริยาย
4. ปรับความสว่างของจอในระดับสบายตา ให้แสงรอบๆอยู่ในจำนวนที่สมควรแล้วก็พอดิบพอดีกัน ไม่สว่างจ้ากระทั่งตัดกันเกินความจำเป็น
5. เลือกเลนส์แว่นที่ปกป้องการสะท้อนแสง รวมทั้งหลบหลีกการนั่งรอบๆที่จอกำเนิดแสงสะท้อน เพื่อช่วยทำให้สบายตายิ่งขึ้น
6. ควรจะถือสมาร์ทโฟนให้ห่างสายตาเพื่อช่วยลดอาการล้า แล้วก็ควรจะปรับขนาดตัวเขียนรวมทั้งรูปภาพให้อ่านแล้วสบายตา
7. ตรวจสายตาเสมอๆทุกปี ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับทางสายตาอย่างสายตายาว สายตาเอียง หรือตาฟางก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดวงตาอ่อนแรงจากการเล่นคอมพิวเตอร์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จำเป็นที่จะต้องตรวจเช็คสายตาเพื่อตัดเลนส์ที่ช่วยทำให้สายตาให้ปกติและก็ใช้คอมพิวเตอร์ได้สบายตายิ่งขึ้น
8. ขอคำแนะนำผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสายตาสำหรับการตัดแว่นตาสำหรับภาวการณ์แสงสว่างน้อย เพื่อช่วยทำให้ปรับภาพให้สว่างขึ้น ทั้งยังทุเลาอาการล้าจากการมองจอรวมทั้งคุ้มครองป้องกันแสงสีสีน้ำเงินได้ด้วย
9. กินอาหารที่มีส่วนช่วยสำหรับในการบำรุงสายตา การได้รับวิตามิน แร่ และก็สารอาหารต่างๆที่มีคุณลักษณะต้านทานอนุมูลอิสระเป็นอีกปัจจัยหลักที่สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพดวงตารวมทั้งลดการเสี่ยงต่อปัญหาการแลเห็น ของกินที่ควรจะกินเพื่อสุขภาพตาที่แข็งแรง ดังเช่นว่า

  • ลูทีน (Lutein) รวมทั้งซีแซนทิน (Zeaxanthin) เจอได้ในไข่ไก่ ส้ม มะละกอ ข้าวโพด และก็ผักใบเขียวอย่างคะน้า คอยวัวลี่ ผักโขม ฯลฯ มีคุณลักษณะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีหน้าที่สำคัญสำหรับในการปกป้องรักษาดวงตาจากรังสีรังสีเหนือม่วงรวมทั้งแสงสีฟ้า ทั้งยังมีงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยหลายงานชี้ว่าสารทั้ง 2 จำพวกนี้บางทีอาจช่วยคุ้มครองปกป้องรวมทั้งรักษาโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อกระจก และก็โรคตาบอดตอนค่ำจากพันธุกรรมได้
  • เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) พบมากได้จากของกินที่มีสีเหลืองหรือส้ม อาทิเช่น แครอท ฟักทอง มัน มะม่วง ฯลฯ ร่างกายจะแปลงสารจำพวกนี้เป็นวิตามินเอที่มีคุณลักษณะช่วยในด้านการมองมองเห็นรวมทั้งบำรุงสายตา โดยหลักฐานด้านวิทยาศาสตร์บางงานเกื้อหนุนว่าการกินอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนหรือวิตามินเอ และก็สารอาหารอื่นที่คาดว่ามีคุณลักษณะช่วยคุ้มครองป้องกันความย่ำแย่ของหน้าจอประสาทตาจากอนุมูลอิสระได้อย่างเดียวกันอย่างวิตามินซี วิตามินอี และก็อย่างสังกะสี คงจะช่วยชะลอการเกิดโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อมได้
  • บิลเบอร์ปรี่ (Bilberry) หนึ่งในผลไม้จำพวกเบอร์ปรี่ที่อาจมีผลดีสำหรับการช่วยถนอมรวมทั้งบำรุงสายตา เนื่องด้วยมีการศึกษาเล่าเรียนบางชิ้นพิสูจน์ให้มีความคิดเห็นว่าการทานอาหารเสริมที่มีสารสกัดจากใบเสร็จรับเงินเบอร์ปรี่ช่วยลดอาการตาล้าที่เกิดขึ้นมาจากการเล็งดูหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน
  • ริลล์ ออยล์ (Krill Oil) เป็นน้ำมันสกัดจากสัตว์น้ำในเครือญาติเคย ประกอบไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า และก็สารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณภาพสูงอย่างแอตาแซนทิน (Astaxanthin) ซึ่งคาดว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายดวงตา แล้วก็มีงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยชิ้นหนึ่งกล่าวช่วยเหลือว่าการกินอาหารเสริมที่มีแอตาแซนทิน ลูทีน กรดไขมันโอเมก้า จำพวก DHA แล้วก็ไซยานิดิน-3-กลูวัวไซด์ (Cyanidin-3-Glucoside) มีส่วนช่วยลดอาการตาล้า ซึ่งย่อมเป็นผลดีต่อคนที่จำต้องใช้สายตาจ้องหน้าหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่บ่อยๆ
Posted on Leave a comment

ดูจอคอมนานๆ เสี่ยงเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อม รีบบำรุงสายตาก่อนจะสายเกินไป

 โรคจุดรับภาพเสื่อม
            โรคนี้เกิดจากการเสื่อมของจุดรับภาพ (Macular) ซึ่งเป็นกลางจอตา (Retina) ถ้าบริเวณที่เสื่อมมีขนาดเล็กมาก และหากจุดภาพชัดของตาอีกข้างยังปกติ เมื่อใช้ตา 2 ขัางร่วมกัน ผู้ป่วยอาจไม่สังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลง ต่อมาเมื่อความเสื่อมมากขึ้นจึงมีอาการมองภาพไม่ชัด ทำให้การมองเห็นภาพเบลอบิดเบี้ยว บางครั้งอาจรุนแรงเห็นจุดดำมาบังภาพอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะพบในผู้มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป ที่สำคัญโรคนี้อันตรายถึงขั้นตาบอดได้เลย
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม
โอกาสเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมนั้นเกิดได้จากหลายปัจจัย ได้แก่
  • อายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี
  • เผชิญแสงแดดหรือแสงอัลตราไวโอเลตเรื้อรัง (แสงสีฟ้า) การวิจัยทางการแพทย์เผยว่าแสงสีน้ำเงินสามารถแทรกผ่านสารสีที่พบในตาและเป็นอันตรายต่อดวงตาบริเวณเซลล์ที่ศูนย์กลางเรตินา โดยจะเข้าไปลดความเข้มข้นของสารสี เกิดเป็นปัจจัยเสี่ยงให้จอประสาทตาเสื่อมเมื่อมีอายุมากขึ้น
  • น้ำหนักเกินมาตรฐาน
  • สูบบุหรี่
  • ดื่มสุรา
  • มีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม
  • ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลในหลอดเลือดสูง

ที่มา : https://www.pobpad.com (ข้อมูลวันที่ 10 พ.ค. 2563)

ลูทีนและซีแซนทีนกับโรคจุดรับภาพเสื่อม

            โรคจุดรับภาพเสื่อม เป็นอาการของโรคที่ทำ ให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง เกิดการมองภาพบิดเบี้ยวไปเหมือนมีจุดดำบังไว้ตรงกลางภาพ และสูญเสียการมองเห็น เฉพาะภาพส่วนกลางในที่สุด (อ้างอิงที่ 14)  มีงานวิจัยว่า หากปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในลูกตาลดน้อยลง ความเสี่ยงในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมจะเพิ่มมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากมีปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในเลือดสูงขึ้น จากการบริโภคอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีน ความเสี่ยงในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมจะลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การบริโภคอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคจุดรับภาพเสื่อมได้ (อ้างอิงที่ 14) 

            นอกจากลูทีนและซีแซนทีนจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกแล้ว ยังพบว่ามีประโยชน์ในโรคจุดรับภาพเสื่อม ซึ่งมีหลายๆ การศึกษาสนับสนุนข้อมูลดังกล่าว โดยพบว่าถ้าปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในลูกตาลดน้อยลง จะพบความเสื่อมมากขึ้นในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อม (อ้างอิงที่ 10)   และความเสี่ยงในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมจะลดลง หากมีปริมาณลูทีนและซีแซนทีนในเลือดสูงขึ้น (อ้างอิงที่ 11,12)  แสดงให้เห็นว่า การบริโภคอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้

ลูทีน และซีแซนทีน กับสุขภาพร่างกาย

            จากงานวิจัยรายงานว่า ผู้ที่บริโภคอาหารที่มีโปรตีนในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง จะลดความเสี่ยงในการเป็นโรค หัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดตีบในสมอง และอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านม ในสตรีช่วงหมดประจำเดือนอีกด้วย (อ้างอิงที่ 17,18,19) 

วิตามิน เอ

            วิตามิน เอ มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ ที่สำคัญ คือ ช่วยในการมองเห็น (อ้างอิงที่ 13)  โดยไปร่วมใช้ ในการสร้างสารที่ใช้ในการมองเห็น หากขาดจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่แสงสว่างน้อย และทำให้เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ในกรณีที่ร่างกายขาดวิตามิน เอ อย่างรุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้

            ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัยหนึ่งค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงานของวิตามินเอที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสายตา เมื่อเพิ่มปริมาณการให้วิตามินเอแบบเรตินอยด์ในกลุ่มผู้สูงวัยที่ป่วยด้วยโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Age-related Macular Degeneration: AMD) ในระยะแรกเริ่มหรือผู้สูงวัยที่มีจอตาเป็นปกติตามวัย พบผลลัพธ์ในระยะสั้น คือ ผู้ป่วยมีอัตราความไวของตาในการรับแสงในที่มืดเพิ่มขึ้น

ลูทีน ซีแซนทีนและวิตามินเอ จึงเหมาะสำหรับ

  • ผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตติดจอโทรศัพท์ พูดคุยอัปเดตข่าวสารต่างๆผ่านทาง Social Media ตลอดเวลา
  • ผู้ที่ต้องการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆเป็นเวลานาน
  • ผู้ที่ใช้สายตามากๆ เป็นเวลาต่อเนื่อง เช่นอ่านหนังสือ หรือขับรถไปนานๆ
  • เด็กวัยเรียนและวัยเจริญเติบโต
  • ผู้ที่ไม่ชอบทาน ผักและผลไม้
  • ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกและจุดรับภาพตาเสื่อม และทุกๆคนที่ต้องการปกป้องดูแลดวงตา
Posted on Leave a comment

บำรุงด้วยวิตามินอี มีประโยชน์ต่อผิวอย่างไร

วิตามินอีเป็นส่วนประกอบยอดฮิตที่ใช้ในสินค้าสำหรับการดูแลรักษาผิวพรรณอย่างมากมาย ผู้หญิงสามารถเจอได้ในเซรั่ม มอพบร์ไรเซอร์และยังรวมไปถึงครีมบำรุงรอบดวงตา ตั้งแต่นี้ต่อไปเป็นสิ่งที่ผู้หญิงจะต้องทราบเกี่ยวกับวิตามินอี พวกเรามาค้นหาประโยชน์ที่ได้รับมาจากวิตามินอีที่มีต่อผิวรวมทั้งการใช้กันเลยนะ!

วิตามินอีเป็นยังไง
วิตามินอีเป็นสารอาหารที่จำเป็นต้องและก็สารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมันได้ซึ่งมีคุณภาพ โดยช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระแล้วก็การบูรณะผิว

คุณประโยชน์ซึ่งมาจากวิตามินอีที่มีต่อผิว

(1) บำรุงผิว
วิตามินอีเป็นสารอาหารที่ละลายในน้ำมันได้ซึ่งช่วยคืนความชื้นให้แก่ผิวสำหรับผิวแห้งรวมทั้งผิวที่เสียหาย โดยช่วยทำให้ผิวมีความชื้นแล้วก็รักษาความทรุดโทรมผิว ยิ่งไปกว่านี้ ยังช่วยสร้างเสริมรูปแบบการทำงานของเกราะคุ้มครองผิว วิตามินอีมีคุณลักษณะต่อต้านการอักเสบตามธรรมชาติซึ่งสามารถทุเลารวมทั้งทำให้ผิวระคายลดน้อยลง

การใช้

ผสมน้ำมันวิตามินอีสองสามหยดกับโลชั่นที่มีไว้สำหรับบำรุงผิวรวมทั้งทาบบริเวณใบหน้าหรือร่างกายก่อนนอนเพื่อผิวที่นุ่มและก็กระจ่างขาวใส

(2) ทำให้รอยแผลเป็นจางลงรวมทั้งรักษารอยผิวแตกลาย

วิตามินอีช่วยสำหรับเพื่อการซ่อมบำรุงเซลล์ผิวที่เสียหาย สร้างเซลล์ผิวใหม่แล้วก็ทำให้จุดด่างดำหรือรอยแผลเป็นจากสิวบนบริเวณใบหน้าจางลง วิตามินอียังสามารถเพิ่มระดับของสารอาหารในเยื่อผิวเพื่อลดการเกิดรอยผิวแตกลาย

วิธีการใช้

ทาน้ำมันวิตามินอีบนรอยผิวแตกลายและก็เช็ดเบาๆแต้มน้ำมันวิตามินอีปริมาณน้อยบนจุดด่างดำหรือรอยแผลเป็นจากสิวเพื่อเป็นการรักษาจุดด่างดำ

(3) ต้านทานริ้วรอย

วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมันที่ทรงอำนาจสำหรับการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดเพื่อทำให้ผิวกระชับและก็ลดสัญญาณของวัยที่มาขึ้น เป็นต้นว่า ริ้วรอย ร่องลึกและก็รอยคล้ำใต้ตา วิตามินอีปฏิบัติภารกิจเป็นเกราะคุ้มครองแสงอาทิตย์ตามธรรมชาติที่มีคุณภาพระดับปานกลางซึ่งช่วยป้องกันผิวจากความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้นจากรังสียูวีที่เกิดอันตรายเพื่อลดริ้วรอยก่อนวัย

วิธีการใช้

ทาครีมหรือน้ำมันวิตามินอีบนบริเวณใบหน้าแล้วก็รอบดวงตา แล้วนวดเบาๆให้ทั่วบริเวณใบหน้าเป็นวงกลมตราบจนกระทั่งครีมหรือน้ำมันจะถูกซับอย่างเต็มเปี่ยม

Posted on Leave a comment

7 วิธีกินคอลลาเจนให้ได้ผล ผิวขาวใส ฉบับสาววัยเลข 3 ขึ้นไป

เซย์ไฮ เซย์ฮัลโหลจ้ะผู้หญิงเดี๋ยวนี้มีสหายสาวหลายท่านเข้ามาขอความเห็นกับกิฟฟารีนถึงปัญหาเมื่อไปสู่วัย 30+ กันมากไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งปัญหาเรื่องการใช้ครีม การเข้าสถานพยาบาล และก็ที่มากระทั่งตอบไม่ไหวก็คือปัญหาด้านแนวทางรับประทานคอลลาเจน รวมทั้งเจ้าพวกคอลลาเจนหน้าใสจะรับประทานตัวไหนให้สำเร็จกันบ้างน้า.

จะว่าไปแล้วนั้น การกินคอลลาเจนเป็นอะไรที่ตอบปัญหากับผู้หญิงยุคนี้มากมาย เพราะว่านอกเหนือจากจะช่วยในเรื่องสุขภาพแล้ว ยังให้ท่านคุณประโยชน์ในเรื่องความสวยงาม ความเต่งตึง รวมทั้งความอ่อนกว่าวัย ผู้ใดกันรับประทานเป็นก็สามารถได้ผลได้เร็ว แต่ว่าตรงกันข้ามก็จะต้องบอกเลยว่า มีผู้หญิงหลายชิ้นที่ยังกินคอลลาเจนผิดแนวทางและไม่เห็นผล ด้วยเหตุนี้ วันนี้พวกเรามาดูพร้อมเลยดียิ่งกว่าว่าวิธีรับประทานคอลลาเจนให้เห็นผลสำหรับสาว 30+ นั้นเป็นเยี่ยงไร จำเป็นต้องทำแบบไหน ไปดูกันเลย.

แนวทางรับประทานคอลลาเจนให้ได้ประสิทธิภาพที่ดี ควรจะรับประทานตอนท้องว่างหรือก่อนนอน ช่วยทำให้ผิวหน้าเนียนใส

1. คอลลาเจนช่วยผิวใสใส่กินตอนท้องว่าง
คอลลาเจนผิวใสเป็นคอลลาเจนตัวท็อปที่ผู้หญิงวัย 30 + เลือกซื้อเลือกเสิร์ชกันมากที่สุด แม้กระนั้นการจะกินคอลลาเจนผิวใสให้เห็นผลสูงที่สุดนั้นก็จำเป็นต้องบอกเลยว่าควรจะเลือกเวลาสำหรับในการกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่ท้องว่าง หรือข้างหลังประทานของกินไปแล้ว 3 – 4 ชั่วโมง ต้นเหตุก็เนื่องจากว่าตอนที่ท้องว่าง ร่างกายจะสามารถซับคอลลาเจนได้อย่างเต็มความสามารถ และไม่ถูกกรดในกระเพาะทำลาย

นอกเหนือจากนั้นยังมีอีกแนวทางรับประทานคอลลาเจนให้เห็นผลในขณะที่ท้องว่างก็คือตอนก่อนนอน ซึ่งบอกเลยว่าถ้าเกิดกินในระยะเวลานี้จะได้ผลมากมาย เนื่องจากว่าในระหว่างที่พวกเราหลับระบบภายในร่างกายแล้วก็คอลลาเจนที่รับประทานเข้าไปจะทำซ่อมบำรุงส่วนที่ผุพัง และก็ยังมีผลให้ร่างกายเอาสารสกัดจากคอลลาเจนมาใช้ได้อย่างมากอีกด้วย

2. เลือกต้นแบบการกินให้สมควร ผงดียิ่งกว่าเม็ด สามเปปไทด์ซับเร็วกว่า
แนวทางรับประทานคอลลาเจนที่จำเป็นต้องตั้งใจอีกหนึ่งแบบเป็น แบบอย่างและก็ชนิดของคอลลาเจน เพราะเหตุว่าในช่วงเวลานี้คอลลาเจนหน้าใส คอลลาเจนผิวใสมีหลายแบรนด์ รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์ที่ละลานตาไปหมด แต่ว่ากิฟฟารีนขอเสนอแนะเยอะที่สุดก็คือคอลลาเจนแบบผง หรือแบบน้ำ ซึ่งจะมีคุณลักษณะสำหรับการซึมซับเร็วกว่ารูปแบบเม็ด (คอลลาเจนแบบเม็ดใช้เวลาสำหรับเพื่อการละลาย 20 – 30 นาทีร่างกายสามารถเอาไปใช้ได้เลย รวมทั้งอีกทริคสำหรับวิธีรับประทานคอลลาเจนให้เห็นผลก็คือ เลือกซื้อคอลลาเจนสามเปปไทด์ (Collagen Tripeptide) เนื่องจากว่ามีโมเลกุลขนาดเล็กมากมายช่วยทำให้ร่างกายสามารถซึมซับและก็เอาไปใช้งานได้อย่างเร็วมากยิ่งกว่าคอลลาเจนในแบบอย่างอื่นๆ

3. ดับเบิ้ลความสวยสดงดงามใสกินน้ำตามมากๆและก็ทานคู่กับวิตามินซี
เป็นอีกแนวทางรับประทานคอลลาเจนให้เห็นผลที่ผู้หญิงวัย 30 อัพอเพียงปิ้งพวกเราควรปฏิบัติตาม เนื่องจากสารสกัดคอลลาเจนนั้นปรารถนาสารละลายเพื่อช่วยสำหรับเพื่อการซับเข้าระบบต่างๆของร่างกาย ดังนี้ เมื่อพวกเรายิ่งกินน้ำมากมายนอกเหนือจากที่จะทำให้ร่างกายถ่ายของเสียได้ง่าย ดีต่อระบบต่างๆของร่างกายแล้ว ยังช่วยทำให้สามารถดูดซับคอลลาเจนก้าวหน้ามากยิ่งกว่าการดื่มแบบธรรมดา เป็นแรงเสริมให้คอลลาเจนดำเนินการได้เต็มความสามารถรวมทั้งอีกแนวทางรับประทานคอลลาเจนที่ต้องการชี้แนะเพิ่มเติมอีกก็คือ การกินวิตามินซีหรืออาหารเสริม – ของกินที่มีวิตามินซีสูงควบคู่กัน เพราะเหตุว่าวิตามินซีมีส่วนช่วยในวิธีการดูดซับคอลลาเจน และก็ยังช่วยดับเบิ้ลผิวหน้ารวมทั้งผิวกายให้ประกายผ่องใสอีกด้วย

4. อาจคอลลาเจนหน้าใส กับความประพฤติที่จำต้องเลี่ยง
การเลือกรับประทานคอลลาเจนหน้าใส และก็คอลลาเจนผิวใส นอกเหนือจากที่จะช่วยทำให้มองงาม อ่อนวัย มีประกายของผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงแล้ว สิ่งจำเป็นนอกเนือจากการอัดคอลลาเจนไปสู่ร่างกายก็คือการให้ความสนใจกับความประพฤติต่างๆที่อาจจะเป็นผลให้ร่างกายสูญเสียคอลลาเจน ไม่ว่าจะเป็นการพักให้พอเพียง สมดุลกับขณะการทำงานและก็การใช้ชีวิต การหลีกเลี่ยงแสงตะวันและก็มลพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเดินทางและก็ในตอนพักตอนกลางวัน การทานอาหารให้ครบ กลุ่ม ตลอดจนการลดความเคร่งเครียดรวมถึงการคลายเครียดให้ลดน้อยลง อู้วว์ บอกเลยว่าเพียงแค่รู้จักกรรมวิธีรับประทานคอลานเจนให้ถูกแนวทางเพียงอย่างเดียวนั้นยังน้อยเกินไปจริงๆ

5. ค้นหาแหล่งคอลลาเจนจากของกินแล้วก็อื่นๆ
แนวทางรับประทานคอลลาเจนให้สำเร็จนอกจากที่ได้กล่าวผ่านไปแล้วก่อนหน้านี้นั้น ยังมีอีกแบบที่น่าดึงดูดเป็นการกินอาหารที่มีส่วนผสม หรือมีคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบ แม้กระนั้นจดจำไว้ว่าไม่บางทีอาจให้ความสามารถที่เท่ากันกับการกินคอลลาเจนที่มาในลักษณะของสารสกัดที่วางจำหน่ายในห้างทั่วๆไป เป็นเพียงแค่กระบวนการรับประทานคอลลาเจนที่เสริมการทำงานระหว่างกันและกันเพียงแค่นั้น โดยมีอยู่ในของกินประเภทปลาแซลมอน ปลาทูน่าที่มีทั้งยังโปรตีนแล้วก็เป็นแหล่งผลิตคอลลาเจนชั้นยอด อโวคาโดที่ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ เป็นแหล่งคอลลาเจนหน้าใส รวมทั้งรักษาริ้วรอย มะกอกดำ และก็มะกอกเขียว ช่วยรักษาผิวที่หย่อนยานคล้อย แครอท ช่วยผลิตคอลลาเจนให้กับร่างกาย ถั่วต่างๆที่เต็มไปด้วยสังกะสี กรดไฮยาลูรอนิกเป็นแหล่งคอลลาเจนผิวใส ช่วยทำให้ผิวเปียกชื้น และก็มะเขือเทศที่ช่วยปกป้องแสงอัลตราไวโอเลต รวมทั้งสังเคราะห์คอลลาเจน

6. รับประทานให้ได้จำนวนที่พอดิบพอดี
มีผู้หญิงวัย 30 + หลายชิ้นที่ยังขาดการกินคอลลาเจน และก็กินในขนาดที่เกินจำเป็น เนื่องจากว่ามีความเห็นกันว่าจำเป็นต้องกินคราวละมากมายเพื่อสวยพริ้ง แล้วก็ดูดีในขณะที่เร็ว แต้จำเป็นต้องบอกเลยว่า โน่นเป็นแนวทางรับประทานคอลลาเจนที่ไม่ถูกมหันต์ เพราะเหตุว่าที่จริงแล้ว แนวทางรับประทานคอลลาเจนให้เห็นผลควรจะอยู่ที่ 5,000 – 7,000 มก. ถ้าเกิดเกินกว่านี้บอกเลยว่าอันตราย นอกจากนั้น คนใดที่ยังไม่เคยทราบว่าจะเลือกใช้เวลาไหนดี ก็ขอเสนอแนะเลยว่าตื่นรุ่งเช้าปุ๊ปกินปั๊บ และก็ก่อนนอน (ห่างจากมื้อมื้อเย็น 3 – 4 ชั่วโมงรับประทานอีกรอบ ยืนยันว่าตื่นมาสวยพริ้งแน่ๆ

7. เพราะเหตุใดสาว 30 อัพ จะต้องรับประทานคอลลาเจน รับประทานแล้วจะเห็นผลลัพธ์ยังไง
จำต้องบอกเลยว่าผู้หญิงวัย 30+ โดยมากอยู่ในวัยทำงาน ไม่ค่อยมีเวลาแล้วก็มักไม่เอาใจใส่การดูแลตนเอง การกินคอลลาเจนก็เลยเป็นโอกาสที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยอีกทั้งในเรื่องความสวยงาม ผิว แนวทางการทำงานของระบบขับถ่าย สายตา และข้อต่อรวมทั้งกระดูก ส่วนผลสรุปจำนวนมากที่ผู้หญิงได้รับภายหลังจากรับประทานคอลลาเจนก็คือ ผิวที่นุ่มลื่นขึ้นชักชวนสัมผัส การขับถ่ายในเวลาเช้าที่ดียิ่งขึ้น การปวดตามข้อต่างๆที่ลดน้อยลง นอกนั้นยังส่งผลให้ท้องอิ่มไวมากขึ้นเรื่อยๆอีกด้วยล่ะ

ผู้หญิงคนจำนวนไม่น้อยคงจะได้ทราบแนวทางรับประทานคอลลาเจนให้สำเร็จและก็ถูกแนวทางกันไปแล้ว ที่เหลือก็เป็นส่วนของวิธีการสำหรับเลือกซื้อคอลลาเจนสินค้าต่างๆตามแต่ที่ถูกใจ ส่วนคนไหนกันยังไม่เคยทราบว่าจะซื้อแบบไหนทดลองเข้าไปเลือกมองที่กิฟฟารีนออนไลน์จ้ะ

Posted on Leave a comment

กินคอลลาเจนให้ได้ผลด้วย 7 วิธีตามนี้ค่ะ

คอลลาเจน เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่กำลังเป็นที่ชื่นชอบเยอะที่สุดเดี๋ยวนี้ รวมทั้งทำให้ผู้คนจำนวนมากทันมาพอใจการทานคอลลาเจนมากเพิ่มขึ้น แต่ว่าน้อยผู้ที่จะทราบกระบวนการรับประทานกิฟฟารีนคอลลาเจนให้ได้ประสิทธิภาพที่ดี ซึ่งวันนี้พวกเราต้องการมาชี้แนะกระบวนการรับประทานคอลลาเจนให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นหลายเท่า ว่าจำเป็นต้องทานแบบไหน ทานตอนไหนถึงจะเยี่ยมที่สุด

7 วิธีรับประทานคอลาเจนรับประทานแล้วจะได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นหลาย
1.
รับประทานคอลลาเจนกับวิตามินซี
ด้วยคุณลักษณะของวิตามินซี ที่ช่วยสำหรับเพื่อการกระตุ้นสร้างสิ่งต่างๆในร่ายกาย โดยยิ่งไปกว่านั้นการช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนในส่วยเซลล์ใต้ชั้นผิวหนัง ช่วยทำให้ร่างกายมองซึมคอลลาเจนก้าวหน้าเยอะขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกว่านั้นแล้วยังช่วยนำกรดอะมิโนที่สลายตัวจากคอลลาเจน ให้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่อีกที ด้วยเหตุว่านั้นเวลาพวกเราทานคอลาเจน แม้ทานคู่กับวิตามินซี จะได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

ในตอนนี้มีผลิตภัณฑ์กิฟฟารีนอาหารเสริมวิตามินมากไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งหาซื้อตามตลาดได้ หรือผู้ใดกันที่อยากได้แบบธรรมชาติ ก็สามารถทานผักและผลไม้ที่อัดแน่นไปด้วยวิตามินซีได้ด้วยเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ส้มโอ มะขนาป้อม กีวี มะละกอสุก ฝรั่ง ฯลฯ

2.รับประทานคอลลาเจนกี่มก.
ข้อมูลที่ได้มาจากหน่วยงานของกินแล้วก็ยา อนุญาตให้ร่างกายของพวกเรารับประทานคอลลาเจนได้ไม่เกินวันล่ะ 10 กรัม หรือ 10,000 ไม่มิลลิกัรม แต่ว่าโดยความเป็นจริงแล้วถ้าเกิดต้องการได้ผลไว ไม่จำเป็นที่ต้องทานเต็มลิมิต 10,000 ไม่มิลลิกรั เพราะเพียงแค่รับประทานเพียงแต่ราว กรัม หรือ 5,000 มก.ต่อวัน ก็พอเพียงแล้ว

เสนอแนะว่าการรับประทานคอลลาเจน เพื่อเห็นผลไวที่สุดนั้น มันมีเหตุอื่นๆประกอบดังเช่นว่า นิสัยการบริโภคของกิน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน สิ่งพวกนี้จะมีผลโดยตรงเหมือนกัน การนิยมทานเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์ การสูบยาสูบ มลพิษที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุมาจากควันรถยนต์ หรือสถานการณ์จิตเคร่งเคลียด รวมทั้งการตาดแดดเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเราแก่ขึ้นเรื่อยร่างกายจะผลิตคอลลาเจนออกมาจากน้อยมาก จึงต้องควรหารับประทานอาหารเสริมที่มีคอลลาเจนและก็หลบหลีกสิ่งพวกนี้ฯลฯ

3.รับประทานคอลาเจน ก่อนนอน
ตอนที่นอนสนิทร่างกายจะเริ่มกระทำการซ่อมบำรุงเซลล์ส่วนต่างๆที่ผุพัง ขณะนี้เองที่คอลลาเจนจะถูกทำงานได้อย่างเต็มเปี่ยม

4.รับประทานคอลลาเจน ตอนท้องว่าง
อีกอย่างที่จะสามารถช่วยคอลลาเจนถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มเปี่ยมเป็น การกินคอลลาเจนตอนท้องว่าง หรือก่อนที่จะกินอาหาร 15 นาที บางบุคคลรับประทานคอลลเจนตอนตื่น ขณะที่ท้องว่างร่างกายจะซับคอลลาเจนได้อย่างมีคุณภาพ

5.รับประทานคอลลาเจน เวลา
สามารถแบ่งทานคอลลาเจนได้ทั้งวัน แม้กระนั้นเมื่อรวมกันแล้วเสนอแนะว่าให้อยู่ในราวๆ 5,000 มก.ต่อวัน หารแบ่งทานนั้นจะช่วยทำให้ร่างกายได้รับคอลลาเจนตลอดวัน โดยพวกเราจะแบ่งเป็น ขณะที่ได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดเป็นตื่น , 15 นาที ก่อนรับประทานอาหารเที่ยงตรง , 15 นาที ก่อนที่จะกินอาหารเย็น แล้วก็ก่อนนอน

6.รับประทานคอลลาเจนจำต้องดูแลตนเองด้วย
คอลลาเจนนั้นไม่ใช่ยาวิเศษ เมื่อทานเข้าแล้วจะมีผิวสวยโดยไม่ต้องทำอะไรเลย ด้วยเหตุว่าร่างกายของพวกเรามีสาเหตุต่างๆที่ให้มีการต้านทานคอลลาเจนได้ คนไม่ใช่น้อยอาจมีความข้องใจว่าทานคอลลาเจนมานานแล้ว แต่ว่ามองไม่เห็นผลสักครั้ง รับประทานมากแค่ไหนผิวก็ไม่ดีขึ้น โน่นเป็นเนื่องจากว่าร่างกายอาจะต้องพบเจอกับแสงตะวันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานวันแล้ววันเล่าต่อเนื่องกัน หรือได้รับมลภาวะทางอากาศ ตลอดจนการทานเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์บ่อยๆ

7.รับประทานคอลลาเจนสม่ำเสมอ
ทั้งสิ้นที่ได้กล่าวมาจะมองไม่เห็นผลเลย ถ้าเกิดมิได้รับประทานกิฟฟารีนคอลลาเจนโดยตลอด บางบุคคลรับประทานวันเว้นวัน บางบุคคลสองวันรับประทานคราว อันนี้พลาดอย่างแรง การกินคอลลาเจนจำเป็นต้องรับประทานโดยตลอดเพียงแค่นั้น ขั้นต่ำควรจะรับประทานคอลลาเจนมากมายว่า 15 วันขึ้นไป ผลสรุปที่ได้ขึ้นกับแต่ละคน ด้วยเหตุว่าร่างกายของแต่ละคนแตกต่าง บางบุคคลจำเป็นต้องใช้เวลามากยิ่งกว่า 45 วัน ก็เลยจะได้ผล แม้กระนั้นไม่ว่าจะช้าหรือเร็วการกินคอลลาเจน ก็จะช่วยทำนุบำรุงร่างกายเป็นอย่างมาก ถึงผลที่คอยจะเกิดขึ้นช้า ยาวนานกว่าจะได้ผลอย่างแจ่มแจ้ง แม้กระนั้นในร่างกายนั้นมีการเปลี่ยนอยู่เสมอเวลา

Posted on Leave a comment

ปัญหาข้อเสื่อมสร้างปัญหาให้กับผู้สูงอายุ

กิฟฟารีนพารู้จักโรคข้อเสื่อมพบในตำแหน่งของข้อที่รับน้ำหนักมาก คือ ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อต่อกระดูกสันหลัง เป็นต้น

สาเหตุของโรคข้อเสื่อมเกิดจากการใช้ของอวัยวะนั้นๆ เป็นเวลานาน การใช้งานอย่างหนัก และด้วยอายุที่มากขึ้นก็เป็นตัวแปร ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวข้อกระดูกเสื่อมซึ่งมักจะเกิดร่วมกับอาการข้ออักเสบด้วย

อาการแบบไหนเรียกว่า”ข้อเสื่อม

1. ปวดข้อเรื้อรัง ปวดมากเมื่อเคลื่อนไหว
2. ข้อฝืดหลังตื่นนอน งอหรือเหยียดเข่าได้ลำบาก
3. มีเสียงดังในข้อขณะงอหรือเหยียดเข่า
4. ปวดขณะนอนหลับ หรือตอนอากาศเย็น
5. เคลื่อนไหวลำบาก ลงน้ำหนักได้ไม่เต็มที่

บุคคลใดที่มีความเสี่ยงต่อโรคข้อเสื่อม ?

  1. ภาวะอ้วน ซึ่งมักพบว่าภาวะอ้วนกับโรคข้อเสื่อมมีความสัมพันธ์กันโดยตรง ซึ่งอาการของโรคจะดีขึ้นเมื่อน้ำหนักลดลง
  2. ความหนาแน่นของกระดูก พบว่าในเพศหญิงที่มีข้อเสื่อม มักมีความหนาแน่นของกระดูกมากกว่าเพศหญิง ที่ไม่มีข้อเสื่อม ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากกระดูกใต้กระดูกอ่อนที่ห่อหุ้มอยู่มีความแข็งตัวมากไม่สามารถดูดซับแรงกระแทกต่อกระดูกอ่อนได้ดี จึงทำให้เกิดการสึกหรอได้ง่าย
  3. โรคความผิดปกติของข้อบางชนิด ซึ่งมักส่งผลให้ผิวของข้อไม่เรียบหรือมีข้อต่อเคลื่นไปจากปกติจึงทำให้เกิดความเสื่อมของข้อตามมาได้
  4. ภาวะบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวข้อโดยตรง ทำให้ผิวข้อไม่เรียบ หรือไม่เข้าที่
  5. ลักษณะอาชีพ พบว่าในอาชีพที่ต้องงอเข่าบ่อยๆ หรือนักกีฬาบางประเภท เช่น นักวิ่งมาราธอน ซึ่งมักพบปัญหาของข้อเสื่อได้บ่อยมากกว่าคนทั่วไป ประวัติครอบครัว (กรรมพันธ์) ในเพศหญิงที่มีมารดาเป็นข่อเสื่อม มีโอกาสเป็นข้อเสื่อมมากกว่าคนทั่วไป

บุคคลใดมีความเสี่ยงต่อโรคข้อเสื่อม ?

  • ผู้ที่มีอายุในช่วง 45-50 ปี
  • พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
  • ผู้ที่มีอายุมากว่า 65 ปี จะพบข้อเข่าเสื่อมจากภาพเอกซเรย์ ประมาณ 50%
  • ผู้ที่มีอายุมากว่า 75 ปี จะพบข้อเสื่อมอย่างน้อย 1 ข้อ แต่มักไม่มีอาการ

กิฟฟารีนแนะนำการรักษาโรคข้อเสื่อม

  • การรักษาที่ไม่ใช่การผ่าตัด ช่วยบรรเทาอาการปวดและช่วยให้เข่าเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ได้แก่
    • ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ได้แก่ รับประทานอาหารที่เหมาะสมเพื่อควบคุมน้ำหนักตัว ออกกำลังกายชนิดส่งแรงกระแทกข้อเข่าน้อยเป็นประจำ เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เดิน เพื่อส่งเสริมให้ข้อเข่าแข็งแรงขึ้น
    • ลดน้ำหนักหากมีน้ำหนักตัวมากเกินไป เพื่อลดแรงกดบนข้อเข่า
    • รับประทานยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ กิฟฟารีนCollastin ผงเยื่อหุ้มเปลือกไข่
    • การฉีดยาหล่อเลี้ยงข้อเข่าในกรณีที่มีอาการปวดไม่มาก และการทำลายของกระดูกอ่อนยังไม่รุนแรง
    • การฉีดยาสเตรียรอยด์ในกรณีที่มีอาการปวดเฉียบพลันที่รุนแรงและเป็นครั้งคราว
    • การฝึกกล้ามเนื้อต้นขาและ กายภาพบำบัด
  • การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
    • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้านเดียว (Unicompartmental Knee Replacement: UKR)
      • การผ่าตัดด้วยวิธีมาตรฐาน
      • การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมเฉพาะด้านใน ชนิด OXFORD
      • การผ่าตัดโดยใช้แขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (MAKOplasty)
    • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ (Total Knee Replacement: TKR)
      • การผ่าตัดด้วยวิธีมาตรฐาน
      • การผ่าตัดด้วยการใช้คอมพิวเตอร์นำวิถี
      • การผ่าตัดโดยใช้แขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (MAKOplasty) – กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา

 

 

เครดิต : รพ.บำรุงราษฎร์ ,รพ.สินแพทย์ ,รพ.กรุงเทพพัทยา

 

Posted on Leave a comment

ตับถูกไขมันเกาะ ไม่ใช่แค่เพราะเรื่องดื่มเหล้าเท่านั้น

กิฟฟารีน พาคุณไปรู้จักโรคตับ สมัยนี้ต่อให้คุณไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แต่ถ้าคุณอ้วน คุณก็เสี่ยงเป็นโรคตับได้

โรคอ้วนลงพุงและไขมันเกาะตับในผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์

ภาวะไขมันเกาะตับในผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นชื่อเรียกรวมของความผิดปกติที่เกิดกับตับ โดยเริ่มจากไขมันพอกตับ ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะตับวายและมะเร็งตับแม้ว่าผู้ป่วยจะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจุบันโรคไขมันเกาะตับเป็นโรคตับเรื้อรังที่พบบ่อยสุด ประเทศไทยพบภาวะไขมันเกาะตับได้มากขึ้นตามแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของภาวะอ้วนลงพุง ความชุกของภาวะไขมันเกาะตับในเด็กในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากเดิมร้อยละ 2.6 เพิ่มเป็นร้อยละ 5 ในเด็กที่น้ำหนักปกติ แต่ความชุกในเด็กอ้วนจะเป็นร้อยละ 38 และเพิ่มเป็นร้อยละ 48 ในเด็กอ้วนที่เป็นโรคเบาหวาน

ทำไมถึงเกิดภาวะไขมันเกาะตับ

การรับประทานอาหารที่มากเกินไป รวมถึงการไม่ออกกำลังกาย ทำให้ไขมันส่วนเกินสะสมตามส่วนต่างๆ ในอวัยวะภายใน ซึ่งอวัยวะสำคัญที่เก็บสะสมคือตับ แต่ยังสะสมที่อื่นด้วย เช่น หลอดเลือด อวัยวะภายในอื่นๆ ตับอ่อน เยื่อบุหัวใจ เป็นต้น

อาการ

ผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันเกาะตับกว่าร้อยละ 50 ไม่แสดงอาการ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นไขมันเกาะตับระยะแรก  ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไขมันเกาะตับ ได้แก่ คนอ้วน ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้มีไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ มีภาวะไขมันเกาะตับถึงร้อยละ 90 ในจำนวนนี้ร้อยละ 20 มีอาการตับอักเสบร่วมด้วย และร้อยละ 10 กลายเป็นโรคตับแข็ง

ผลที่ตามมาของโรคไขมันเกาะตับ

1.โรคร่วมในผู้ที่มีภาวะไขมันเกาะตับ

ภาวะไขมันเกาะตับพบร่วมกับกลุ่มอาการอ้วนลงพุง สัมพันธ์กับ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง และ ไขมันที่ดี (HDL-C)ในเลือดต่ำ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

2.ผลต่อตับ

การดำเนินของโรคตับในกลุ่มที่มีการอักเสบและพังพืดเป็นเวลานานจะนำไปสู่โรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และโรคมะเร็งตับ จะเห็นได้ว่าความผิดปกติและพัฒนาการของโรคเกิดขึ้นเช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคตับกลุ่มที่ดื่มสุราเป็นประจำ

สุดท้ายทางออกที่ดีที่สุดของคนอ้วนเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคไขมันเกาะตับ กิฟฟารีนแนะนำคือ การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายค่ะ  การออกกำลังกายแม้ว่าน้ำหนักตัวไม่ลดลงแต่ให้ผลดีต่อตับ ผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันเกาะตับควรลดอาหารหวาน อาหารมัน ลดการรับประทานแป้ง ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีไขมันต่ำ กากใยสูง และให้พลังงานต่ำ ไขมันในตับก็จะลดลงได้ ร่วมกับการรักษาโรคร่วมที่มี เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด การใช้ยาลดน้ำตาลบางชนิดรวมถึง วิตามิน อี การทานอาหารเสริมเพื่อบำรุงตับ อย่างเลซิตินกิฟฟารีนก็มีส่วนช่วยได้เช่นกัน  อาจจะมีประโยชน์ นอกจากนี้การผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่อ้วนมากสามารถทำให้ภาวะไขมันเกาะตับดีขึ้น

 

 

ที่มา :http://www.raipoong.com

 

 

Posted on Leave a comment

รู้หรือไม่ดวงตาเราทำงานหนักแค่ไหนต่อวัน มาบำรุงสายตากันเถอะค่ะ

ในแต่ละวันเราใช้งานดวงตาเราไปตั้งกี่ชั่วโมง ต่อวัน หากเรานอนหลับเพียงวันละ 6 ชั่วโมง และใช้ดวงตาในการมอง วันละ 18ชั่วโมง

ใช้งาน ปีละ 6,480 ชั่วโมง นับว่าเป็นจำนวนที่เวลาทำงานที่หนักหนามากของสายตา แล้วยิ่งถ้าจะต้องทำงาน หน้าคอมพิวเตอร์ หรือเล่นแท็บเล็ต มือถือ ตลอดทั้งวันที่เราตื่น

แสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้น จะทำลายสายตาของเราได้ ดวงตาเปรียบได้ดั่งมนุษย์ 1 คน ที่เมื่อทำงานหนัก บางครั้งเรารู้สึกแสบตา ตาแห้ง บางครั้งเราก็รู้สึกปวดตาโดยไม่มี

สาเหตุ ดังนั้นดวงตาก็ต้องการรับสารอาหารดีๆ มีคุณค่า เพื่อมาบำรุงและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเหมือนกัน

 

 

เคยไหมค่ะจะไปตัดแว่นสายตาธรรมดา แต่ปรากฎว่าต้องโดนใส่แว่นพิเศษ แว่นโปรเกรสซีฟ ซึ่งราคาแพงมาก หลัก 10,000 ขึ้นไป อันเนื่องมาจากสายตาเราแย่ลงเกินอายุจริง😔😭

👉โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องใช้สายตาหนักๆอย่าง นักกราฟฟิค ตัดต่อคลิป โปรแกรมเมอร์ นักเขียนทำคอนเท้น (อย่างแอดมินกิฟฟารีน ก็ใช้สายตาเยอะค่ะ) รวมถึงพนักงานบริษัทที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ และต้องจ้องเพ่งกับจอคอมนานๆ

👉อาจทำให้จุดรับภาพเสื่อม >> เป็นอาการของโรคที่ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง เกิดการมองภาพบิดเบี้ยวไป เหมือนมีจุดดำบังตรงกลางภาพ และสูญเสียการมองเห็นเฉพาะภาพส่วนกลางในที่สุด

👉LZVit จากกิฟฟารีนประกอบไปด้วย ลูทีน วิตามินA และซีแซนทีน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมลดลง ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจก ช่วยป้องกันแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้

คุณค่ะ LZVit Plus A จากกิฟฟารีน มีทั้งหมด 30 แคปซูล ราคา 580 บาท เฉลี่ย แค่วันละ 19 บาท ดีกว่าสายตาที่เริ่มเสื่อมลง จนต้องหาหมอรักษาตา และต้องตัดแว่นราคาแพงๆ บำรุงกันสายกันเถอะค่ะ เพราะสารอาหารลูทีนร่างกายเราไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้นะคะ จะต้องรับประทานจากอาหารเข้าไปเท่านั้นค่ะ  ทานแล้วเห็นผล คอนเฟริมจ้า

 

Posted on Leave a comment

แก้ปัญหา เหนื่อย อ่อนเพลีย ใจสั่น นอนไม่หลับด้วย ทับทิมเม็ดกิฟฟารีน

แอดมินอยากแนะนำ สำหรับสาวๆที่อายุ 35+ อย่างแอดมิน ตอนนี้รู้สึกทำไรก็เหนื่อยง่าย เบลอ

เวลาทำงานเยอะๆ และด่วนมาก ก็จะเครียด พอเครียด ก็นอนไม่หลับ พอนอนไม่หลับก็พักผ่อนไม่เพียงพอ

มันก็จะสะสมไปเรื่อยๆ สุขภาพเรา พออายุเยอะขึ้น ร่างกายมันฟ้องค่ะ เราก็จะปวดตรงโน้นตรงนี้ หน้ามืดบ้าง บางทีความดันก็ขึ้นสูงได้ค่ะ

และแน่นอนว่า พอหาหมอ หมอมักจะจ่ายยาไม่ตรงอาการ ส่วนใหญ่ก็ให้แต่พารา แล้วบอกให้เรานอนพักผ่อนเยอะๆ

บางทีมันนอนไม่หลับ หลับยากขึ้น เราก็ต้องหารอาหารเสริมมาเป็นตัวช่วย อาหารเสริมที่เราเลือก ก็ขอเน้นที่เป็นสมุนไพรหน่อย เพื่อไม่ให้กระทบกับตับของเรา ถ้าเราต้องกินบำรุงไปนานๆ

จนมาเจอ #ทับทิมเม็ดกิฟฟารีน #กรานาดา

ทับทิมเม็ดกิฟฟารีน กรานาดา

เค้าดียังไง แบรนกิฟฟารีนการันตีว่า

ทานครั้งละ 1เม็ดหลังอาหารเช้า-เย็น อาการหน้ามืด ก็ดีขึ้น นอนหลับง่ายขึ้น พอถึงเวลาตรวจสุขภาพประจำปี เรารู้สึกปลื้มปิ่มกับผลตรวจมาก

เพราะผลสุขภาพเรา ความดันปกติ ไขมันในเลือดลดลง นี่ถ้าไม่ตรวจสุขภาพ จะไม่รู้เลยว่าเรามีไขมันในเลือดค่อนไปทางสูง แต่พอเราทานทับทิมเม็ดกิฟฟารีนแล้ว มันช่วยได้จริงๆ

อยากบอกว่าอาหารเสริม ถูกและดี มีอยู่จริงๆ ทานแล้วเห็นผลค่ะ คอนเฟริมอีกหนึ่งเสียง และลูกค้าที่ทานแล้วกับมาซื้อซ้ำหลายคนมาก

>> ทับทิมเม็ดกรานาดา กิฟฟารีน 1 กล่องมี 30 เม็ด กล่องละ 300 บาทค่ะ

Posted on Leave a comment

6สิ่งที่ทำร้ายตับ และพฤติกรรมที่ควรทำเพื่อบำรุงตับให้แข็งแรง

มีบทความในงานศึกษาและวิจัย กล่าวไว้น่าสนใจว่า ..ผู้ชายไทย มีจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง 5 อันดับแรกได้แก่  1. มะเร็งตับและท่อน้ำดี  2. มะเร็งปอด  3. มะเร็งลำไส้ใหญ่  4. มะเร็งช่องปาก  5. มะเร็งเม็ดเลือดขาว  ส่วนผู้หญิง

6 สิ่งร้ายที่ทำร้ายตับ

1. ยา  : การรับประทานมากเกินไป ตับจะทำงานหนักอาจส่งผลให้ตับอักเสบได้

2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม : การดื่มมากเกินไปส่งผลไม่ดีต่อตับ ฉะนั้นการดื่มปริมาณลดลงจะทำให้สุขภาพตับดีขึ้น

3. สารเคมี สารพิษ : สารพิษบางชนิดหากเข้าสู่ร่างกายอาจเป็นเหตุทำให้ตับอักเสบได้ เช่น สารกำจัดศัตรูพืชพาราควอต สารหนู ที่อาจปนเปื้อนมากับผักผลไม้ รวมถึงน้ำยาทำความสะอาดต่างๆ ดังนั้นทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงกินผักผลไม้ปนเปื้อนยาฆ่าแมลง หรือล้างทำความสะอาดอย่างถูกวิธี

4. ไขมันส่วนเกิน : หากเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป อาจสะสมที่ตับจนนำไปสู่โรค ไขมันพอกตับ ส่งผลให้ตับอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่ภาวะตับแข็ง

5. น้ำตาล : การมีระดับน้ำตาลที่สูง ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ จนกลายเป็นโรคไขมันพอกตับ นอกเหนือจากการมีผลกระทบกับฟันและน้ำหนักตัว

6. เลือดและการมีเพศสัมพันธ์ : การใช้เข็มซ้ำ และการมีเพศสัมพันธ์ อาจส่งผลให้เกิดการติดต่อของโรคไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี

แพทย์สาขาอายุรศาสตร์ แนะนำว่า นอกจากการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพตับตามที่ระบุไว้ข้างต้น

การตรวจสุขภาพประจำปีก็สำคัญ เพื่อหาภาวะตับอักเสบ ไขมันพอกตับ พังผืดในตับ เพราะหากสามารถตรวจพบในเบื้องต้นและรักษาได้ก็ย่อมเป็นผลที่ดีทำให้ห่างไกลจากโรคตับ

พฤติกรรมที่ดูแลสุขภาพตับให้แข็งแรง

นอกจากการเลือกรับประทานอาหาร สามารถดูแลตับให้มีสุขภาพแข็งแรงได้หลายวิธี ดังนี้

  1. ระมัดระวังในการใช้ยา ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยกรองของเสียและสารพิษต่าง ๆ ที่อยู่ในร่างกาย การใช้ยาตามคำสั่งแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัดจะช่วยถนอมตับไม่ให้ทำงานหนักมากเกินไป และไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงที่ต้องรับประทานยา
  2.   จำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮฮล์ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วันละนิดแต่เป็นระยะเวลานานอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับแข็งหรือภาวะตับอักเสบรุนแรงจากแอลกอฮอล์ได้ ทางที่ดีควรจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ให้อยู่ในปริมาณพอดี โดยผู้ชายไม่ควรดื่มมากกว่า 4 หน่วยมาตรฐานต่อวัน และผู้หญิงไม่ควรดื่มมากกว่า 2 หน่วยมาตรฐานต่อวัน
  3. ไม่ใช้เข็มฉีดยาหรือเข็มสักร่วมกับผู้อื่น เชื้อไวรัสตับอักเสบสามารถติดต่อกันได้ผ่านเลือดหรือของเหลวจากผู้ที่ติดเชื้อ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์บางอย่างที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อร่วมกับผู้อื่น และรักษาสุขอนามัยของร่างกายอยู่เสมอ
  4. ใช้ถุงยางอนามัย หากมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยเพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อไวรัสต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายต่อตับ
  5. ควบคุมน้ำหนัก โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์มีความเกี่ยวข้องกับโรคในระบบเผาผลาญ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นต้น การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจึงอาจช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะไขมันพอกตับได้ และทานอาหารเสริมอย่างเลซิตินกิฟฟารีน เพื่อช่วยบำรุงตับ ให้แข็งแรง
  6. ใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย หากต้องใช้หรือสัมผัสกับสารพิษและสารเคมีต่าง ๆ ควรใส่เสื้อผ้าที่ปกคลุมมิดชิดและสวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากาก ถุงมือ แว่นตา เป็นต้น เพื่อไม่ให้สารเคมีเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง และต้องปฏิบัติตามวิธีใช้งานของสารแต่ละชนิดอย่างเคร่งครัด
  7. ฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบ การฉีดวัคซีนอาจช่วยป้องกันตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสได้ โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบี เพราะเป็นชนิดที่มีความรุนแรง และตับอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่มีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่สามารถป้องกันได้

 

ที่มา : บทความของ พญ.ผุสดี โรจน์พลากร รพ.สมิติเวช

https://www.pobpad.com