Posted on Leave a comment

6สิ่งที่ทำร้ายตับ และพฤติกรรมที่ควรทำเพื่อบำรุงตับให้แข็งแรง

มีบทความในงานศึกษาและวิจัย กล่าวไว้น่าสนใจว่า ..ผู้ชายไทย มีจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง 5 อันดับแรกได้แก่  1. มะเร็งตับและท่อน้ำดี  2. มะเร็งปอด  3. มะเร็งลำไส้ใหญ่  4. มะเร็งช่องปาก  5. มะเร็งเม็ดเลือดขาว  ส่วนผู้หญิง

6 สิ่งร้ายที่ทำร้ายตับ

1. ยา  : การรับประทานมากเกินไป ตับจะทำงานหนักอาจส่งผลให้ตับอักเสบได้

2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม : การดื่มมากเกินไปส่งผลไม่ดีต่อตับ ฉะนั้นการดื่มปริมาณลดลงจะทำให้สุขภาพตับดีขึ้น

3. สารเคมี สารพิษ : สารพิษบางชนิดหากเข้าสู่ร่างกายอาจเป็นเหตุทำให้ตับอักเสบได้ เช่น สารกำจัดศัตรูพืชพาราควอต สารหนู ที่อาจปนเปื้อนมากับผักผลไม้ รวมถึงน้ำยาทำความสะอาดต่างๆ ดังนั้นทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงกินผักผลไม้ปนเปื้อนยาฆ่าแมลง หรือล้างทำความสะอาดอย่างถูกวิธี

4. ไขมันส่วนเกิน : หากเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป อาจสะสมที่ตับจนนำไปสู่โรค ไขมันพอกตับ ส่งผลให้ตับอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่ภาวะตับแข็ง

5. น้ำตาล : การมีระดับน้ำตาลที่สูง ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ จนกลายเป็นโรคไขมันพอกตับ นอกเหนือจากการมีผลกระทบกับฟันและน้ำหนักตัว

6. เลือดและการมีเพศสัมพันธ์ : การใช้เข็มซ้ำ และการมีเพศสัมพันธ์ อาจส่งผลให้เกิดการติดต่อของโรคไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี

แพทย์สาขาอายุรศาสตร์ แนะนำว่า นอกจากการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพตับตามที่ระบุไว้ข้างต้น

การตรวจสุขภาพประจำปีก็สำคัญ เพื่อหาภาวะตับอักเสบ ไขมันพอกตับ พังผืดในตับ เพราะหากสามารถตรวจพบในเบื้องต้นและรักษาได้ก็ย่อมเป็นผลที่ดีทำให้ห่างไกลจากโรคตับ

พฤติกรรมที่ดูแลสุขภาพตับให้แข็งแรง

นอกจากการเลือกรับประทานอาหาร สามารถดูแลตับให้มีสุขภาพแข็งแรงได้หลายวิธี ดังนี้

  1. ระมัดระวังในการใช้ยา ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยกรองของเสียและสารพิษต่าง ๆ ที่อยู่ในร่างกาย การใช้ยาตามคำสั่งแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัดจะช่วยถนอมตับไม่ให้ทำงานหนักมากเกินไป และไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงที่ต้องรับประทานยา
  2.   จำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮฮล์ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วันละนิดแต่เป็นระยะเวลานานอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับแข็งหรือภาวะตับอักเสบรุนแรงจากแอลกอฮอล์ได้ ทางที่ดีควรจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ให้อยู่ในปริมาณพอดี โดยผู้ชายไม่ควรดื่มมากกว่า 4 หน่วยมาตรฐานต่อวัน และผู้หญิงไม่ควรดื่มมากกว่า 2 หน่วยมาตรฐานต่อวัน
  3. ไม่ใช้เข็มฉีดยาหรือเข็มสักร่วมกับผู้อื่น เชื้อไวรัสตับอักเสบสามารถติดต่อกันได้ผ่านเลือดหรือของเหลวจากผู้ที่ติดเชื้อ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์บางอย่างที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อร่วมกับผู้อื่น และรักษาสุขอนามัยของร่างกายอยู่เสมอ
  4. ใช้ถุงยางอนามัย หากมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยเพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อไวรัสต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายต่อตับ
  5. ควบคุมน้ำหนัก โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์มีความเกี่ยวข้องกับโรคในระบบเผาผลาญ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นต้น การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจึงอาจช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะไขมันพอกตับได้ และทานอาหารเสริมอย่างเลซิตินกิฟฟารีน เพื่อช่วยบำรุงตับ ให้แข็งแรง
  6. ใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย หากต้องใช้หรือสัมผัสกับสารพิษและสารเคมีต่าง ๆ ควรใส่เสื้อผ้าที่ปกคลุมมิดชิดและสวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากาก ถุงมือ แว่นตา เป็นต้น เพื่อไม่ให้สารเคมีเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง และต้องปฏิบัติตามวิธีใช้งานของสารแต่ละชนิดอย่างเคร่งครัด
  7. ฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบ การฉีดวัคซีนอาจช่วยป้องกันตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสได้ โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบี เพราะเป็นชนิดที่มีความรุนแรง และตับอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่มีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่สามารถป้องกันได้

 

ที่มา : บทความของ พญ.ผุสดี โรจน์พลากร รพ.สมิติเวช

https://www.pobpad.com

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *